เว็บไซต์ตรวจสอบพระเครื่องมาตรฐานสากลอันดับหนึ่งของเมืองไทย

สถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท 

การันตรีโดยนายกสมาคมนักอนุรักษ์ของสะสมและ

ศิลปวัตถุแห่งประเทศไทย

โดยทางสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและชำนาญการ ด้านพระเครื่องโดยตรวจสอบตามมาตรฐานสากลนิยม ทางสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท มีผู้ชำนาญการหลายท่านที่สามารถตรวจสอบพระเครื่องในแต่ละรุ่นแต่ละประเภทได้อย่างแม่นยำ ทางสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ทได้รวมกลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญและชำนาญการพระเครื่องของวงการในการตรวจสอบ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความไม่เป็นธรรมของเซียนพระที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ในการออกบัตรรับรองพระแท้ ก็เพื่อให้ท่านสบายใจได้ว่าพระของท่านเป็นพระแท้ โดยไม่จำเป็นต้องไปให้เซียนพระที่ซื้อขายพระเพื่อผลประโยชน์ในวงก ารพระเครื่อง เซียนพระเหล่านี้มักจะต้องการซื้อ-ขายและปั่นราคาขายพระของตัวเองว่าแท้อย่างเดียว ของท่านอื่นตีเก๊หมด โดยท่านจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพระของท่านแท้หรือไม่แท้แต่ประการใด 

 

ด้วยเหตุผลจากความไม่เป็นธรรมและผลประโยชน์จากเซียนพระบางกลุ่ม จึงเป็นที่มาในการรวมกลุ่มผู้ชำนาญการด้านพระเครื่องแต่ละประเภท ขึ้นมาเพื่อร่วมก่อตั้งสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท แห่งนี้ขึ้นมาครับ 

  

        ขั้นตอนการส่งพระของท่านตรวจสอบ รวมถึงการออกเกียรติบัตรรับรองพระแท้

 การตรวจสอบพระเครื่องของสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ทนั้นง่ายมากๆ เพียงท่านนำพระของท่านที่ต้องการตรวจสอบ ถ่ายรูปพระให้ชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องส่งพระมาตรวจสอบเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในด้านต่างๆ โดยทางสถาบันตรวจสอบพระเครื่องสยามอมูเล็ท ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและชำนาญการ ด้านพระเครื่องโดยตรวจสอบตามมาตรฐานสากลนิยม เพื่อให้ท่านได้รู้ว่าพระเครื่องที่ท่านสะสมมาเป็นพระแท้หรือไม่แต่ประการใดทางสถาบันวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท ทางสถาบันยินดีที่จะตรวจสอบพระของท่านโดยมาตรฐานสากลนิยม และความเป็นธรรม ในราคาที่เป็นธรรมอีกด้วย ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ ราคาเพียง 300 บาท ค่าจัดส่งอีก50 บาท เท่านั้นครับ โดยการรับตรวจเช็คพระและออกเกียรติบัตรรับรองพระแท้โดยทางสถาบันตรวจสอบพระเครื่องสยามอมูเล็ท เมื่อตรวจสอบว่าพระของท่านเป็นพระแท้ตามมาตรฐานสากลนิยม ทางสถาบันจึงจะสามารถออกเกียรติบัตรรับรองพระของท่านได้ หากท่านต้องการคำตอบแบบเร่งด่วน ตัวอย่างเช่นท่านเพิ่งเช่าบูชามา แต่ท่านไม่มั่นใจว่าแท้หรือไม่ ท่านสามารถรอฟังคำตอบทางโทรศัพท์ได้ทันที

 

ภายในเกียรติบัตรรับรองพระแท้ จะมีข้อมูลพระเครื่องของท่าน ระบุไว้ดังนี้  

ด้านหน้าของเกียรติบัตร จะมีการระบุชื่อพระเครื่องของท่าน พร้อมทั้งระบุรุ่น และวัด ของพระแต่ละองค์ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว รวมถึงระบุชื่อผู้ครอบครองพระเครื่ององค์นี้ (เพื่อที่ท่านสามารถเก็บไว้เป็นสมบัติประจำตัวและประจำตระกูล) รวมทั้งระบุราคาเช่าหาตามหลักสากลนิยมในปัจจุบัน และยังสามารถเป็นใบรับรองเพื่อการันตีพระของคุณว่าเป็นพระแท้ตามหลักสากลนิยมได้ 100% อีกด้วย 

 

              ท่านสามารถส่งรูปภาพพระเครื่องและข้อมูลมาทางที่อยู่เหล่านี้ได้เลยครับ

 

                  Line ID : puttanupapamulet 

                  Line ID : @siamamuletclub  (อย่าลืมพิมพ์ตัว@นะครับ)

                     

                     

ตรวจสอบพระเครื่องอย่างตรงไปตรงมา ตามมาตรฐานสากล พร้อมออกเกียรติบัตรรับรองพระแท้ตามมาตารฐาน ทางชมรมได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการพระเครื่อง และได้รับการการันตรีด้วยผลงาน จนสามารถเป็นอันดับหนึ่งของการตรวจสอบพระเครื่องทั้งในเว็ปและนอกเว็ป จากการไว้วางใจของลูกค้าตลอดมา อีกทั้งชื่อเสียงติดอันดับหนึ่งใน google อีกด้วย การันตรีด้วยคุณภาพ และผลงาน...

 

ขอกราบขอบพระคุณที่ท่านได้ให้ความไว้วางใจ และเลือกให้สถาบันเราให้เป็นอันดับหนึ่ง ในการตรวจสอบ

พระเครื่องที่ได้มาตรฐานในการตรวจสอบตามหลักสากลนิยม โดยเป็นสถาบันแห่งแรกที่ได้เปิดรับตรวจสอบ

พระเครื่องและออกบัตรรับรองพระแท้ โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างล้นหลามและถูกจัดให้เป็นอันดับหนึ่ง

ของสถาบันตรวจสอบพระเครื่อง ที่ดีที่สุดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอีกด้วยครับ 

 

เกียรติบัตรรับรองพระแท้ของสมาคมออกให้โดย ท่านนายกฯ เรืองฤทธิ์ เมืิองนนท์ 

สมาคมนักอนุรักษ์ของสะสมและศิลปวัตถุแห่งประเทศไทย

              

 

เกียรติบัตรรับรองพระแท้รูปแบบสมาร์ทการ์ด

พิเศษสุด ที่นี่ ที่เดียว กรณีไม่แท้ส่งองค์ใหม่ได้  ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

!!! ออกบัตรรับรองพระแท้ที่นี่  ถูกที่สุด สวยที่สุด ที่นี่ ที่เดียว !!!

เกียรติบัตรรับรองพระแท้รูปแบบสมาร์ทการ์ด มีความเป็นมาตรฐานสากล ภาพคมชัดรายละเอียดขององค์พระชัดเจน พกพาได้ง่ายและสะดวก มีความแข็งแรง ทนทาน  สามารถทำการตรวจสอบได้ง่าย ด้วยการแอดไลน์ LIND ID : @siamamuletclub  (อย่าลืมพิมพ์ตัว@นะครับ) ซึ่งสะดวกในการตรวจสอบ ซึ่งเกียรติบัตรรับรองพระแท้รูปแบบสมาร์ทการ์ด มีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่า

 !! แต่ พิเศษ ทางสถาบันตรวจสอบพระเครื่องสยามอมูเล็ท ไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม !!

!!!  ราคา 300 บาท เท่านั้น  ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆทั้งสิ้น  !!!

 

รูปแบบเอกแจ้งผลเพื่อรอรับเกียรติบัตรรับรองพระแท้

ซึ่งผ่านการตรวจสอบรวมถึงเซ็นต์กำกับจากกรรมการผู้ตรวจสอบขั้นสุดท้าย

รูปแบบมาตรฐานสากล

  

 

 -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

***โฉนดพระเครื่องเป็นผลงานของสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท***

สถาบันแรกที่จัดทำโฉนดพระเครื่อง  ที่เดียว สถาบันเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเลียนแบบได้

 

      

 

     เป็นผู้รังสรรค์ผลงาน ไว้ ที่แรก และที่เดียวเท่านั้น ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ซึ่งโฉนดพระเครื่องทางสถาบันได้รังสรรค์ขึ้น เพื่อผลประโยชน์ต่างๆ รวมถึงเป็นเอกสารการันตรีในพระเครื่ององค์นั้นๆ ในโฉนดฉบับนี้ ได้ระบุ ชื่อพระ รายการ วัด และจังหวัด รวมถึงทางสถาบันได้ทำการประเมิณราคาพระเครื่ององค์ดังกล่าวไว้ให้ อีกทั้งยังมีชื่อผู้ครอบครอง วันที่ออกบัตร และหมายเลขในการตรวจสอบโฉนดพระเครื่องฉบับนี้ และเป็นการการันตรีว่าพระเครื่ององค์นี้ได้รับการลงทะเบียนพระเครื่อง ซึ่งการลงทะเบียนพระเครื่อง ทางสถาบันได้ทำการเก็บรักษาเอกสารโฉนดคู่ฉบับไว้กับทางสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท เป็นอย่างดี และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลกับผู้อื่น

 


ข้อดีและประโยชน์ที่ได้รับจากการทำโฉนดและลงทะเบียนพระเครื่องไว้กับเรา

 

1.การลงทะเบียนพระเครื่อง ทางสถาบันเป็นผู้รับลงทะเบียนพระเครื่อง เจ้าแรก และที่เดียวเท่านั้นในประเทศไทย 

2.ทางสถาบันได้เก็บรักษาโฉนดคู่ฉบับไว้ เผื่อกรณีผู้ครอบครองพระเครื่ององค์นั้น ถูกโจรกรรม หรือสูญหาย ท่านสามารถขอเอกสารคู่ฉบับ ไว้ใช้เป็นเอกสารยืนยันว่าท่านเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ของพระองค์นี้จริง นับว่าเป็นหลักฐานสำคัญ

3.เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ นำพระของท่านไปทำการแอบอ้างว่าเป็นพระของตัวเอง ท่านสามารถใช้โฉนดที่ลงทะเบียนจากสถาบัน เป็นเครื่องยืนยันกรรมสิทธิ์ได้เป็นอย่างดี

4.เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพ นำรูปพระของท่าน หรือแอบอ้างนำพระของท่าน ไปขาย ท่านเป็นผู้ถือโฉนดพระเครื่องฉบับนี้ไว้ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านแต่เพียงผู้เดียว

5.โฉนดพระเครื่องฉบับนี้ท่านสามารถเก็บรักษาไว้ควบคู่กับเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ตราสาร พันธบัตร ทองคำ โฉนดที่ดิน และอีกหลายๆอย่าง เพื่อเป็นเอกสารสำคัญว่าพระเครื่ององค์นี้มีมูลค่ามีค่านิยมในการซื้อขายที่สูง

 6.เพื่อเป็นเอกสารสำคัญ เพื่อแจ้งให้บุคคลใกล้ชิด ที่ไม่ทราบว่าพระเครื่ององค์นี้มีราคาค่านิยมที่สูงให้ทราบ เพื่อป้องกันการซื้อขายผิดพลาด ผิดราคา และมิให้ถูกผู้อื่นหลอกซื้อพระองค์นี้ที่สำคัญไปในราคาที่ถูก ซึ่งจะเป็นที่เสียดายมากๆ 

7.เป็นเอกสารยืนยันในการซื้อขายพระเครื่อง ว่าท่านเป็นผู้ครอบครองจริง จึงสามารถซื้อขายกันได้อย่างสบายใจทั้งสองฝ่าย อีกทั้งมีราคาประเมิณ เพื่อที่ท่านซื้อขายได้ราคาที่ท่านต้องการ

8.ท่านสามารถออกโฉนดพระเครื่องให้กับทางผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพรัก รวมถึงเป็นของขวัญให้กับบุคคลที่ท่านเคารพ ซึ่งทำให้พระเครื่ององค์ที่ออกโฉนดพระเครื่องมีคุณค่ามากขึ้น มีคุณค่าทางจิตใจ ทั้งผู้ให้และผู้รับ ทำให้ท่านเป็นที่รักของบุคคลที่ได้รับ

9.เป็นการเพิ่มมูลค่าพระเครื่องของท่าน และเป็นเครื่องการันตรี ให้กับพระองค์ที่ออกโฉนดพระเครื่อง

10.เป็นการโชว์ว่าพระเครื่ององค์นี้มีมูลค่า นำมาใส่กรอบ ประดับบ้าน ตกแต่งบ้าน ได้อย่างสวยงามและทรงคุณค่า

11.ท่านสามารถออกโฉนดพระเครื่อง ไว้เป็นมรดก แก่ ลูกหลาน หรือบุคคลที่ท่านรัก

12.การออกโฉนดพระเครื่อง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ให้บุลคลรุ่นหลัง หรือไม่รู้จักพระเครื่อง ได้เรียนรู้และศึกษา

13.พระเครื่องยิ่งมีอายุ ค่านิยมจะเริ่มสูงขึ้น ความหายากจะมากขึ้น ยิ่งทำให้มีผู้ต้องการ การออกโฉนดจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าพระเครื่องของท่าน เก่าจริง เก็บรักษาไว้นานแล้ว และเป็นพระแท้แน่นอน

 

      เหตุผลข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่เหตุผลบางส่วนซึ่งยังมีความสำคัญอีกหลายๆอย่าง ทั้งนี้แล้วการออกโฉนดพระเครื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลหนึ่ง ที่ผู้นิยมสะสมพระเครื่อง หรือมีพระเครื่องอยู่กับตัวท่าน ควรออกโฉนดพระเครื่องและลงทะเบียนพระเครื่องไว้กับทางสถาบัน เพื่อสิทธิผลประโยชน์ต่างๆที่ท่านจะได้รับ

 

ซึ่งการออกโฉนดและลงทะเบียนพระเครื่องนี้ 

จากราคา 1,000 บาท (ค่าจัดส่งบัตร 50 บาท)พิเศษ เพื่อให้ลูกค้าได้รักพระเครื่องมากยิ่งขึ้น ได้ศึกษาและสะสมพระเครื่อง สำหรับลูกค้าทุกท่าน ทางสถาบันลดราคาพิเศษให้ 50% ทุกท่านและทุกองค์ เหลือเพียงราคาองค์ละ 500 บาท เท่านั้น (ค่าจัดส่งบัตร 50 บาท) ซึ่งคุ้มค่ามากๆ สำหรับสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆตามข้างต้นที่ท่านจะได้รับ ซึ่งราคาพิเศษแบบนี้มีที่นี่และที่เดียวเท่านั้นครับ โฉนดพระเครื่องนี้เป็นผลงานของทางสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท เจ้าแรก และที่เดียวเท่านั้นที่จัดทำโฉนดและลงทะเบียนพระเครื่อง อย่างเป็นทางการ

 

 ขั้นตอนการออกโฉนดพระเครื่อง


1.ส่งรูปพระเครื่อง ด้านหน้าและด้านหลัง มาทาง

Line ID : puttanupapamulet 

Line ID : @siamamuletclub  (อย่าลืมพิมพ์ตัว@นะครับ)

     

E-mail : siamamuletclub@hotmail.com

2.แจ้ง ออกโฉนดพระเครื่อง 

3.ส่งชื่อพระ ชื่อผู้ครอบครอง และที่อยู่ในการจัดส่ง

 

 ( รูปแบบโฉนดพระเครื่อง )

       

 

 

                         โฉนดพระเครื่องเป็นผลงานของสมาคมนักอนุรักษ์ของสะสมและศิลปวัตถุแห่งประเทศไทย

  ( ห้ามผู้ใดลอกเลียนแบบ หรือ ใช้คำว่า "โฉนดพระเครื่อง" เพื่อทำเอกสาร ลอกเลียนแบบ ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดทางกกฎหมาย)

 

 

 

 

นายกฯ เรืองฤทธิ์   เมืองนนท์

( ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักอนุรักษ์ของสะสมและศิลปวัตถุแห่งประเทศไทย )

นักวิชาการทางด้านพระเครื่องคนแรกของประเทศไทย

(ด้วยความเคารพอย่างสูงโดยประธานสถาบันตรวจสอบพระเครื่องสยามอมูเล็ท)

 

 

 

 

ทางสถาบันได้ทำการจดทะเบียนสมาคมกับทางภาครัฐ อย่างเป็นทางการ และได้รับ

"การประกาศในราชกิจจานุเบกษา"

 

 -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ประกาศกิจกรรมพิเศษ

กิจกรรมประกวดพระเครื่องออนไลน์

( ที่แรกและที่เดียวเท่านั้น )

 

 

วิธีส่งพระเข้าประกวด

พระเครื่อง เครื่องราง ทุกชนิด ทุกรุ่น ทั้งใหม่หรือเก่า สามารถส่งประกวดได้ทั้งหมด

1.ท่านต้องทำการถ่ายรูปพระเครื่อง พระบูชา เครื่องราง งานศิลปะ ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง หรือซูมขยาย โดยถ่ายอย่างชัดเจน ยิ่งถ่ายรูปดี พระของท่านยิ่งมีสิทธิ์ติดรางวัลต้นๆได้ง่ายขึ้น

2.ใช้ระยะเวลา 1 สัปดาห์ ในการตัดสินพระเครื่อง ว่าพระของท่านควรได้รับรางวัลใด หลังจากนั้น 1 สัปดาห์จะทำการจัดส่งเกียรติบัตรในการประกวดพระ

3.ท่านต้องส่ง ชื่อผู้ครอบครอง และ ชื่อพระ รุ่น 

4.คณะกรรมการทำงานโดยโปร่งใส ให้คะแนนตามความสวยงามของพระเครื่อง

5.หลังจากผลการประกวดออกมาจะแจ้งในหน้า "ประกวดพระ" ซึ่งท่านสามารถตรวจสอบเกียรติบัตรพระของท่านได้

6.กรรมการจะให้คะแนนพระของท่าน จากรางวัลที่ 1 2 3 ตามความสวย และกรณีที่พระของท่านไม่ติดรางวัลการแข่งขัน ทางคณะกรรมการจะให้รางวัลชมเชย

7.อัตราค่าบริการในการส่งพระเครื่อง พระบูชา เครื่องราง ประกวด องค์ละ550บาท

กรณีพระไม่แท้สามารถเปลี่ยนองค์ใหม่ส่งพระกวดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

(ทุกรายการที่ส่งพระเครื่องเข้าประกวดพระจะติดรางวัลทุกท่าน)

 

เกณฑ์การตัดสิน ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ หากพระของท่านไม่มีคู่แข่งในรายการเดียวกัน ทางกรรมการจะตัดสินให้รางวัลที่1 หรือตามความสวยงามของพระ หากมีผู้แข่งขันส่งประกวดในรายการเดียวกัน คณะกรรมการจะให้คะแนนตามความสวยงามและความเหมาะสมของพระท่าน

สาเหตุใดจึงต้องมีการจัดประกวดพระออนไลน์

-เนื่องจากความไม่เป็นธรรมในการประกวดพระยุคปัจจุบัน ซึ่งมีเส้นสายจากกรรมการล็อครางวัลประกวดเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้พระไม่ติดรางวัล กรรมการไม่รับพระ อ้างสารพัดต่างๆนาๆ อ้างว่าพระไม่แท้บ้าง ไม่รับบ้าง ไม่ใช่บ้าง ที่เค้าล็อครางวัลก็เพื่อให้คนนำพระตัวเองมาส่งและติดรางวัลให้พระตัวเองเพื่อนำไปขาย สาเหตุที่รู้เพราะอาจารย์เห็นมากับตาตัวเอง ที่ตกใจไปกว่านั้นคือกรรมการนำพระเก๊มายัดรางวัลขายเอง !!! เพราะอาจารย์เคยโดนมากับตัวจึงสามารถพูดได้ ทั้งนี้หลายท่านน่าจะรู้ในความไม่เป็นธรรมของงานประกวดอื่นๆ ทางอาจารย์และสถาบันได้คุมเข้มในคณะกรรมการของสถาบันเป็นอย่างมาก ให้ทำโดยโปร่งใส และแสดงรางวัลในการตัดสินในเว็ปให้ชัดเจน

-เนื่องจากเนื่องจากเห็นความสกปรกในการจัดงานประกวดพระบางกลุ่ม โขมยพระผู้ส่งประกวดสลับพระกับผู้ส่งประกวด โดยอ้างหาย อ้างสารพัด และไม่รับผิดชอบ

-เนื่องจากมีหลายท่านติดต่อสอบถาม อยากให้ทางสถาบันจัดงานประกวดพระเครื่อง แต่หลายท่านอยู่ไกล อยู่ต่างจัดหวัด เวลาไม่ตรงกันบ้าง ทางสถาบันและสมาคมจึงได้ลงมติจัดงานประกวดพระเครื่องออนไลน์ให้กับท่าน

-เพื่อเผยแผ่ ประชาสัมพันธ์ และยกระดับพระเครื่อง ให้เป็นที่รู้จัก และนิยมสะสม

-เพื่อให้พระของท่านที่ติดรางวัล มีค่ามากขึ้น และ ซื้อขายได้ราคา

ผู้ที่สนใจส่งพระเครื่องเข้าประกวดสามารถติดต่อได้ทาง 

Line ID : puttanupapamulet 

Line ID : @siamamuletclub  (อย่าลืมพิมพ์ตัว@นะครับ)

 

           

 

 

 

ตรวจสอบเกียรติบัตรคลิก

 

 

                             ---------------------------------------------------------------------

 

วิธีตรวจสอบเกียรติบัตรรับรองพระแท้ด้วยตัวเอง

 

การตรวจสอบ วิธีที่ 1

ตรวจสอบด้วยบัญชีทางการของสถาบัน

 แอดไอดีไลน์  @siamamuletclub  (อย่าลืมพิมพ์ตัว @ ครับ)

หรือแอดคิวอาร์โค้ดตามด้านล่าง

หลังจากนั้น ทำการส่งรูปบัตรรับรองทางแชทเพื่อทำการตรวจสอบบัตรรับรอง ทางสถาบันจะมีพนักงานติดต่อท่านโดยตรง

 

 

ขั้นตอนที่ 2 ถ่ายรูปบัตรรับรองพระเครื่องให้เจ้าหน้าที่

 

 

 

 ขั้นตอนที่ 3 ทางสถาบันจะทำการส่งเอกสารการรับรองมาให้

 

 

 

  • โฉนดพระเครื่อง

    โฉนดพระเครื่อง
  • โฉนดพระเครื่อง

    โฉนดพระเครื่อง
  • โฉนดพระเครื่อง

    โฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง
  • โฉนดพระเครื่อง
    โฉนดพระเครื่อง

    โฉนดพระเครื่องออกให้โดยสถาบันตรวจสอบและวิจัยพระเครื่องสยามอมูเล็ท
    สถาบันแรก สถาบันเดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ออกโฉนดพระเครื่อง

  • พระซุ้มกอกำแพงเพชรจัดเป็นพระเครื่องที่สุดยอดสกุลหนึ่ง และเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดกำแพงเพชรเป็นพระที่อมตะทั้งพุทธศิลป์ และพุทธคุณ และถูกจัดอยู่ในชุดเบญจภาคีที่สูงสุดของพระเครื่องเมืองไทย พระซุ้มกอกำแพงเพชรเป็นพระที่ทำจากเนื้อดินผสมว่าน108และเกสรดอกไม้และทำจากเนื้อชินเงินก็มี พุทธลักษณะของพระซุ้มกอกำแพงเพชรนั้นองค์พระแกะเป็นรูปพระโพธิสัตว์ทรงเครื่อง พุทธลักษณะอยู่ในยุคสมัยสุโขทัยนั่งขัดสมาธิมีลวดลายกนกอยู่ด้านข้างขององค์พระ และนั่งประทับอยู่บนดอกบัวเล็บช้างห้าดอก และส่วนของขอบพิมพ์พระจะโค้งมนมีลักษณะคล้ายๆตัว ก.ไก่ คนรุ่นเก่าๆ จึงเรียกตามลักษณะนี้ว่า “พระซุ้มกอ”



    พระเครื่องในสกุลกำแพงเพชรนั้น มีตำนานปรากฏชัดเจนจากการพบจารึกบนแผ่นลานเงิน ในกรุขณะรื้อพระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดพระบรมธาตุ เมืองนครชุม และเมื่อ พ.ศ.2392 สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังฯ ซึ่งขึ้นมาเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร ก็ได้อ่านศิลาจารึกอักษรไทยโบราณ ที่วัดเสด็จ ฝั่งเมืองกำแพงเพชรมีอยู่ในจารึกได้กล่าวถึงพิธีการสร้างพระและอุปเท่ห์การอาราธนาพร ะ รวมถึงพุทธานุภาพที่มหัศจรรย์อย่างยิ่งของพระเครื่องสกุลกำแพงเพชรทั้งหลาย

    จากหลักฐานการศึกษา เทียบเคียงทั้งหลายมีข้อสันนิษฐาน ที่น่าเชื่อถือได้โดยสรุปว่า พระซุ้มกอกำแพงเพชรนั้นสร้างโดยพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งดำรงพระยศผู้ครองเมือง ชากังราว ในฐานะเมืองหน้าด่านสำคัญของอาณาจักรสุโขทัย ก่อนที่จะได้ทรงรับสถาปนาเป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์สุโขทัยและปลุกเสกโดยพระฤๅษี ดังนั้นอายุการสร้างของพระซุ้มกอกำแพงเพชรจนถึงปัจจุบันจึงมีประมาณ 700-800 ปี



    พระซุ้มกอที่ได้รับความนิยมมีทั้งหมด 4 พิมพ์ ประกอบด้วย

    1. พิมพ์ใหญ่ จะแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ มีลายกนกและไม่มีลายกนก พระที่ไม่มีลายกนกส่วนใหญ่มักจะมีสีดำ หรือสีน้ำตาลเข้มซึ่งมักจะเรียกกันว่า “พระซุ้มกอดำ” แต่ซุ้มกอดำก็พบมีลายกนกเช่นกันแต่พบน้อย

    พิมพ์กลาง มีลักษณะใกล้เคียงกับพิมพ์ใหญ่ลายกนก เพียงแต่บางและตื้นกว่า หายาก
    พิมพ์เล็ก มีลักษณะใกล้เคียงกับพิมพ์กลางลายกนก เพียงแต่เล็กและบางกว่า
    พิมพ์ขนมเปี๊ยะ ความจริงแล้วก็คือพิมพ์ต่างๆของพระซุ้มกอนั่นเองเพียงแต่ไม่ได้ตัดขอบที่มนออก จึงมองดูคล้ายๆขนมเปี๊ยะ
    พระซุ้มกอกำแพงเพชรทั้งที่มีลายกนกและไม่มีลายกนกเป็นพระที่มีศิลปะของสุโขทัยผสมกับ ศิลปะของศรีลังกา โดยเฉพาะพระซุ้มกอที่ไม่มีลายกนกจะเห็นว่าเป็นศิลปะศรีลังกาหรือศิลปะแบบตะกวนอย่างช ัดเจน

    เนื้อของพระซุ้มกอกำแพงเพชรนั้นจะมีส่วนของดินกลางเมืองซึ่งเป็นดินที่มีความศักดิ์เ พราะถือว่าเป็นดินที่ไม่ถูกเหยียบย่ำผสมกับว่าน 108 และเกสรดอกไม้ จึงทำให้เนื้อของ พระซุ้มกอกำแพงเพชรมีลักษณะที่นุ่มมันละเอียดเมื่อนำสาลีหรือผ้ามาเช็ดถูจะเกิดลักษณ ะมันวาวขึ้นทันทีและลักษณะของเนื้อพระซุ้มกอกำแพงเพชรที่เด่นชัดอีกประการหนึ่ง คือตามผิวขององค์พระนั้นจะปรากฏมีจุดสีแดงเข้มๆ ซึ่งเรียกว่า “แร่ดอกมะขาม” และตามซอกในส่วนที่ลึกขององค์พระซุ้มกอจะมีจุดดำๆ ซึ่งเรียกว่า คราบราดำ หรือ รารัก จับอยู่ตามบริเวณซอกขององค์พระ ดังนั้นเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ จึงเป็นเนื้อที่ได้รับความนิยมสูงสุด

    พระซุ้มกอกำแพงเพชรนั้นนอกจากจะมีเนื้อดินแล้วยังพบเนื้อชินและชนิดที่เป็นเนื้อว่าน ล้วนๆก็มีแต่พบเห็นน้อยมากหรือแทบจะไม่พบเห็นเลย



    พระกำแพงซุ้มกอ กรุกำแพงเพชรส่วนมากที่ขุดค้นพบนั้นจะปรากฏอยู่ตามบริเวณวัดบรมธาตุ วัดพิกุล วัดฤๅษี และตลอดทั่วบริเวณลานทุ่งเศรษฐี และแถวๆบริเวณนอกทุ่งเศรษฐีก็มี

    ส่วนพระซุ้มกอกำแพงเพชรที่ไม่มีลวดลายกนกที่มีสีน้ำตาลเข้มนั้นจัดเป็นพระที่หาได้ยา กมาก เพราะส่วนใหญ่จะมีสีดำปนเขียว

    สีของพระซุ้มกอกำแพงเพชร จะมีด้วยกันหลายหลายสีขึ้นอยู่กับมวลสารที่ผสมและการเผาที่อุณภูมิต่างกัน เช่นพระที่ถูกเผาด้วยอุณภูมิที่พอเหมาะสีจะออกมาเป็นอิฐมอญส่วนพระที่ถูกเผาด้วยอุณภ ูมิความร้อนที่สูงสีของพระจะออกมาเป็นสีเขียวมอย ส่วนพระที่ถูกเผาด้วยความร้อนน้อยสีจะออกมาเป็นสีดอกพิกุล

    1. สีดอกพิกุล 2. สีขมิ้นชัน 3. สีอิฐ 4. สีแดง 5. สีเขียวมอย 6. สีดำ เป็นต้น



    การค้นพบพระกำแพงซุ้มกอ

    เมื่อ พ.ศ.2392 เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โตแห่งวัดระฆัง ได้ไปเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร ได้พบศิลาจากรึกที่วัดเสด็จ จึงทราบว่ามีพระเจดีย์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ฝั่งเมืองนครชุมเก่า ท่านจึงได้ดำหริให้เจ้าเมืองออกสำรวจแล้วก็พบเจดีย์ อยู่ 3 องค์ อยู่ใกล้ๆกัน แต่ชำรุดมาก จึงได้ชักชวนให้เจ้าเมืองทำการรื้อพระเจดีย์เก่าทั้ง 3 องค์ รวมเป็นองค์เดียวกัน แต่เมื่อรื้อถอนแล้วจึงได้พบพระเครื่องสกุลกำแพงเพชรเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และแตกหักตามสภาพกาลเวลา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โตท่านเห็นว่าเศษพระที่แตกหักนั้นยังมีพุทธคุณอยู่ท่า นจึงได้นำกลับมายังวัดระฆังจำนวนหนึ่งพร้อมกับเศษอิฐและเศษหิน และบันทึกใบลานเก่าแก่ที่ได้บันทึกเกี่ยวกับวิธีการสร้างพระสกุลกำแพงเพชร

    ดังนั้นท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โตจึงได้นำเอาเศษพระกำแพงที่แตกหักมาบดเป็นส่ว นผสมในการสร้างพระสมเด็จของท่านจนขึ้นชื่อโด่งดังไปทั่วประเทศ เพราะท่านได้สร้างตามสูตรการสร้างพระซุ้มกอกำแพงเพชร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระสมเด็จในยุคแรกๆจะมีลักษณะโค้งมนเหมือนกับพระซุ้มกอเพราะว่าพ ระซุ้มกอกำแพงเพชรเป็นต้นแบบของพระสมเด็จวัดระฆังนั่นเอง



    จำนวนกรุต่างๆในจังหวัดกำแพงเพชร

    มีทั้งหมดประมาณไม่ต่ำกว่า 50 กรุ โดยแบ่งเป็นกรุทุ่งเศรษฐี ทั้งหมด 9 กรุ ได้แก่

    วัดพระบรมธาตุ
    วัดหนองพิกุล (นิยมเรียกว่า วัดพิกุล)
    วัดซุ้มกอ หรือ กรุนาตาคำ
    วัดฤๅษี
    วัดน้อย หรือ กรุซุ้มกอดำ
    บ้านเศรษฐี
    วัดเจดีย์กลางทุ่ง
    วัดหัวยาง
    วัดหนองลังกา
    กรุเมืองประมาณไม่ต่ำกว่า 20 กรุ ส่วนฝั่งซ้ายซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอเมือง และเป็นเขตอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร รวมทั้งพระราชวังเก่าที่มีวัดพระแก้วอยู่ภายในด้วยรวมเรียกว่ากรุเมือง มีจำนวนประมาณ 20 กรุ ยกตัวอย่างในกรุเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี เช่น กรุวัดพระแก้ว, กรุวัดพระธาตุ, กรุวัดป่ามืด, กรุวัดช้างล้อม, กรุวัดนาคเจ็ดเศียร เป็นต้น

  • พระกำแพงเม็ดขนุนพระเครื่องที่ให้โชคลาภ‘มีกูแล้วไม่จน

    คำว่า “กำแพงเขย่ง” หรือความเกรียงไกรของพระลีลาของเมืองกำแพงเพชร ซึ่งโด่งดังมากนี่เองพระลีลาของเมืองนี้ส่วนมากจึงถูกขนานนามว่า “พระทุ่งเศรษฐี”

    พระสกุลนี้เป็นพระทุ่งเศรษฐีชั้นนำยอดหายากและก็มีราคาเช่าสูงมากเช่นเดียวกับพระกำแพงซุ้มกออยู่ตลอดมาครับ พระกำแพงเม็ดขนุนมีสร้างไว้ทั้งชนิดเนื้อดินเนื้อว่านหน้าทองหน้าเงินหน้านากและเนื้อชิน

    “พระกำแพงซุ้มกอ” หนึ่งในสุดยอดพระเครื่องของเมืองไทยแล้ว ที่ จ.กำแพงเพชร ยังมีพระกรุเก่าที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “สุดยอดพระเครื่องปางลีลา” ของจังหวัดที่ได้รับความนิยมและเป็นที่แสวงหาของบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องพระบูชาอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

    ด้วยพุทธศิลปะที่มีความงดงามยิ่งนัก เรียกว่าในยุคหลังๆ จะหาช่างฝีมือในการแกะแม่พิมพ์เช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว คนรุ่นเก่ามักเรียกชื่ออย่างคล้องจองกันว่า “เม็ดขนุน พลูจีบ กลีบจำปา” ซึ่งบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของพิมพ์พระไว้อย่างชัดเจน

    ในขณะที่ “พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน” มีอายุการสร้างกว่า ๖๐๐ ปี เท่าๆ กับพระกำแพงซุ้มกอ มีลักษณะคล้ายเม็ดขนุน พบบริเวณลานทุ่งเศรษฐี แถบวัดพิกุล วัดบรมธาตุ วัดอาวาสน้อย และบริเวณทั่วๆ ไป มีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับพระกำแพงซุ้มกอ

  • เป็นพระนั่งปางมารศรีวิชัย อยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ใต้ฐานประทับอยู่บนบัวเล็บช้างมีทั้งฐานบัวชั้นเดียว และฐานบัวสองชั้น มีอยู่ด้วยกันหลายพิมพ์ มีประเภทเนื้อชินเงิน เนื้อตะกั่วสนิมแดง เนื้อดิน ส่วนเนื้อสำริด ก็มีแต่น้อยมาก

    คำว่า “ยอดขุนพล” ก็รู้อยู่ว่าเป็นการแสดงถึงอำนาจ เพราะฉะนั้น พระยอดขุนพล จึงมีอนุภาพทางคงกระพันชาตรี และแคล้วคลาด พระยอดขุนพลของลพบุรีนี้ ถือเป็นต้นแบบของพระยอดขุนพลของเมืองอื่นๆเลยทีเดียว พระยอดขุนพลของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุนั้นเป็นศิลปะของสกุลขอม แต่อยู่ในยุคของลพบุรี เพราะฉะนั้นจึงมีความขึงขังและอลังการเป็นอย่างยิ่ง

    พระยอดขุนพลพิมพ์นี้ เป็นพระที่แตกกรุออกมาน้อยมาก แทบจะนับองค์ได้ เป็นการจินตนาการของช่าง ที่นำศิลปะของอินเดียเข้ามาผสมผสานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็รักษาศิลปะของลพบุรีไว้ก็คือซุ้มข้างพระองค์ พระพิมพ์นี้จัดว่าแตกต่างกับพระที่มีในเมืองลพบุรีแทบทุกองค์ ด้านพุทธคุณถือว่าสุดยอดของด้านคงกระพันชาตรี สมกับความหายากนั่นเอง

  • “เสือหลวงพ่อปาน” คือ เสือ ที่จัดสร้างโดยพระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ หรือหลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส หรือที่นิยมเรียกว่า “หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย” ตั้งอยู่ที่ ต.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ ที่เรียกกันมาแต่โบราณว่าวัดบางเหี้ยนั้น เนื่องจากเดิมมีตัวเงินตัวทองอยู่มาก เพราะเป็นเขตน้ำกร่อย ปัจจุบันมีพระครูมงคลพิพัฒนคุณ เป็นเจ้าอาวาส

    ความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารของหลวงพ่อนั้น เป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป เป็นพระอาจารย์ที่มีญาณแก่กล้าชื่อเสียงโด่งดังในสมัยรัชกาลที่ ๕ เครื่องรางของขลังของท่านเป็นที่เลื่อมใสศรัทธามาก และสืบเสาะหากันจนทุกวันนี้ ท่านคร่ำเคร่งทางวิปัสสนามากและธุดงค์อยู่เสมอ ด้วยคุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่งของหลวงพ่อที่ประกอบขึ้นไว้ แต่ครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ ราษฎรในตำบลใกล้เคียง กระทั่งต่างอำเภอและต่างจังหวัด พากันเคารพนับถือและรำลึกถึงหลวงพ่ออย่างไม่เสื่อมคลาย



    ส่วนกิตติศัพท์เรื่อง “เขี้ยวเสือ หลวงพ่อปาน” นั้น เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว อาทิ เมื่อครั้งมีการสร้างเขื่อนพระยาไชยานุชิต ที่คลองด่าน เพื่อกั้นกระแสน้ำทะเลไม่ให้ท่วมเรือกสวนไร่นาชาวบ้าน แต่กรมชลประทานไม่สามารถก่อสร้างได้สำเร็จสักที เพราะกระแสน้ำแรงมากและตีขึ้นมาตลอด หลวงพ่อปานเห็นแก่การขจัดความเดือดร้อนของผู้คน จึงทำการเสกเขี้ยวเสือขว้างลงไป ปรากฏว่ากระแสน้ำลดกำลังลงอย่างน่าอัศจรรย์ สามารถกั้นสร้างเขื่อนได้สำเร็จ

    “เขี้ยวเสือของหลวงพ่อปาน” นั้น แกะจากเขี้ยวเสือโคร่ง มีช่างที่แกะเสือแล้วเป็นศิษย์ท่านด้วยกัน ๕ คน แต่ละคนจะแกะไม่เหมือนกันซะทีเดียว และมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก นั่งปากเม้มหุบสนิท ตากลม ขาหน้าทั้งสองใหญ่ เล็บจิกลงบนพื้น ถ้าเป็นต่างจังหวัดก็จะมีช่างแกะคอย เวลาหลวงพ่อปานไปธุดงค์ก็จะให้ปลุกเสก ประการสำคัญ ให้ดูรอยจารใต้ฐาน ท่านมักจะจารเองเป็น “นะขมวด” ที่เรียกกันว่า ‘ยันต์กอหญ้า’ และตัว ‘ฤ ฤา’

    แล้วลงเหล็กจารด้วยตัวเองปลุกเสกโดยใส่ “‘พระคาถาหัวใจเสือโคร่ง” ลูกศิษย์ลูกหาได้ยินท่านท่องว่า พยัคโฆ พยัคฆา สูญญา สัพติ อิติ ฮัมฮิมฮึม “วิธีจาร” ของท่าน ท่านจะจารตัว “อุ” มีทั้งหางตั้งขึ้นและลงที่ขาหน้า ส่วนใต้ฐานท่านจะจาร “ยันต์กอหญ้า” ถ้าเสือตัวใหญ่หน่อยท่านจะลงยันต์กอหญ้า ๒ ตัว ตรงข้ามกัน และลงตัว ฤ ฤา พร้อมตัวอุณาโลม บางตัวมีรอยขีด ๒ เส้นขนานกัน

    เอกลักษณ์ของเขี้ยวเสือของหลวงพ่อปาน ในปัจจุบันก็คือ เสือหน้าแมว หูหนู ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า ซึ่งมีทั้งเสือหุบปาก และเสืออ้าปาก เขี้ยวต้องกลวง มีทั้งแบบซีกและเต็มเขี้ยว เขี้ยวหนึ่งอาจแบ่งทำได้ถึง ๕ ตัว ตัวเล็กๆ เรียก “เสือสาริกา” เป็นปลายเขี้ยว ส่วนใหญ่พบว่าเป็นซีก คนโบราณนิยมเลี้ยงไว้ในตลับสีผึ้งทาปาก มีพุทธคุณครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางเมตตา แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี แต่ที่เด่นที่สุดคือมหาอำนาจ

  • พระร่วงหลังลายผ้าสนิมแดง กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี
    จัดอยู่ในทำเนียบและอันดับหนึ่งของพระชุด “เบญจภาคีพระยอดขุนพล” พระร่วงยืนประทานพร ที่ได้รับการเสาะแสวงหามานานจาก “นักเลงพระ” ตั้งแต่ยุคคุณปู่คุณตา เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์และเข้มขลังสุดยอด ปัจจุบันของแท้ๆ และสวยๆ หาชมได้ยาก
    "พระร่วงหลังลายผ้า" จัดเป็นพระเครื่องชั้นสูง สันนิษฐานว่าผู้สร้างคือกษัตริย์ สร้างในสมัยยุคขอมเรืองอำนาจ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ พุทธลักษณะปางยืนประทานพร (ปางห้ามญาติ) โดดเด่นในซุ้มเรือนแก้ว ศิลปะเขมรแบบบายน พระพักตร์ (หน้า) กว้างเคร่งขรึมดุดัน พระโอษฐ์ (ปาก) แบะ พระหนุ (คาง) ป้าน องค์พระสวมใส่เครื่องทรง ด้านหลังมีลายผ้า อายุไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ ปี แตกกรุครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๓๐ จากองค์พระปรางค์ประธานในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มีเนื้อชินเงิน ชินตะกั่วสนิมแดงพบไม่มากนัก
    "ด้านพระพุทธคุณ" ครบเครื่องครอบจักรวาล สุดยอดคงกระพันชาตรี มหาอุตม์หยุดลูกปืน แคล้วคลาด มหาอำนาจ มหาบารมี เมตตามหานิยม และโชคลาภ ใครอยากเป็นเจ้าคนนายคนควรเสาะหามาขึ้นคอ เพราะประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์แก่นักเลงพระและผู้ศรัทธามายาวนาน มูลค่าการเปลี่ยนมือจึงสูงมาก ใครมีไว้บูชาย่อมอุดมด้วยอำนาจ วาสนา และ บารมี

  • พระสมเด็จปิลันทน์ วัดระฆัง ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเต็มความก็คือ พระสมเด็จพระพุทธุปบาทปิลันทน์ สร้างโดย หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) ในสมัยที่ท่านดำรงสมณศักดิ์ที่ หม่อมเจ้าพระพุทธุปบาทปิลันทน์ ณ วัดระฆัง ท่านทรงเป็นศิษย์เอกของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นับตั้งแต่ทรงช่วยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สร้างพระสมเด็จ เป็นต้นมา

    หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) ทรงสร้างพระเครื่องของท่านขึ้นมาบ้าง เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๑ ภายหลังจากที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้สร้างพระสมเด็จมาแล้ว ๒ ปี แต่มิได้ทรงสร้างโดยลำพังพระองค์เดียว หากอาราธนาให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ ร่วมสร้างด้วย และขอผงวิเศษห้าประการของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาเป็นอิทธิวัตถุผสมเป็นหลักของมวลสาร

    การสร้างพระเครื่องสมเด็จพระปิลันทน์ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วง พ.ศ.๒๔๐๗ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ "พระพุทธบาทปิลันทน์" ในช่วงปีดังกล่าว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังมีชีวิตอยู่จึงสันนิษฐานว่า เจ้าพระคุณสมเด็จโต จะแผ่เมตตาประกอบพิธีปลุกเสกให้ด้วย คนรุ่นเก่าๆ ที่ทราบประวัติการสร้างจึงนิยมเรียกว่า "พระสองสมเด็จฯ" แต่นักนิยมพระเครื่องทั่วๆ ไปนิยมเรียกว่า "พระสมเด็จปิลันทน์"

    เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ สิ้นแล้วท่านจึงได้บรรจุพระเครื่องเหล่านี้ไว้ในพระเจดีย์องค์หนึ่ง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระอุโบสถ โดยอุทิศส่วนกุศลถวายเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ผู้เป็นพระอาจารย์

    พระสมเด็จปิลันทน์ วัดระฆัง พุทธลักษณะเป็นพระที่มีทั้ง พิมพ์นั่งสมาธิบนฐานต่างๆ และพิมพ์ยืน เนื้อพระจะออกไปในทางเทาอมดำ บางท่านก็ว่าเป็นเขียวอมดำและมีคราบไขขาวเกาะแน่นหนา ในส่วนของพระที่บรรจุกรุได้มีการขุดพบครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๑ พุทธคุณในวัตถุมงคลของท่านเด่นทางเมตตามหานิยม ส่วนค่านิยมนั้น อยู่ในหลักแสนทุกองค์ ทุกพิมพ์

  • หลวงปู่ศุขแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า
    ชื่อนี้คงไม่มีนักนิยมพระเครื่องผู้ใดปฏิเสธ ถึงความเกรียงไกรในชื่อเสียง และบารมีของท่านไปได้ และหากจะกล่าวถึงพระเครื่องมากมายหลายพิมพ์ ที่ท่านได้สรรค์สร้าง และปลุกเสกเอาไว้แล้วก็คงต้องจัดให้เป็นของดีวิเศษสุด ที่นักนิยมพระเครื่องต่างเสาะหา และยกย่องเทิดทูนให้เป็นพระเครื่องอันดับหนึ่ง ของวงการในขณะนี้เชื่อว่าคงมีผู้อ่านหลายๆ ท่านที่ทราบถึง ประวัติของหลวงปู่องค์นี้ กันดีอยู่แล้ว แต่กระนั้นก็ขอกล่าวโดยย่อ เพื่อนำท่านสู่อาณาจักรพระเครื่อง ของหลวงปู่กันต่อไป
    หลวงปู่ศุข เกสโร เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ปีจอ พ.ศ. 2390 ณ บ้านข้างวัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ท่านได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุที่วัดโพธิ์ทองล่าง โดยมีอาจารย์เชย จันทสิริ เจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์
    เมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษา พระธรรมวินัยจนบังเกิดศรัทธาดื่มด่ำ ในรสพระธรรม รอบรู้ในพระไตรปิฎก และเชี่ยวชาญทางวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยเหตุที่ท่าน เป็นผู้แต่ฉานในภาษา และอักขระเลขยันต์มาก่อน จึงทำให้ท่านก้าวสู่โลกของไสยเวท และคาถาอาคมได้โดยง่ายมี พระอาจารย์เชยซึ่ง แก่กล้าทางพุทธาคม เป็นอาจารย์สอน วิปัสสนากรรมฐาน และการทำสมาธิจิตเพ่งกสิณจนแตกฉาน
    การเพ่งกสิณและทำสมาธิจิต ของหลวงปู่ศุขเป็นพื้นฐาน ในการศึกษา พระเวทอาคมต่างๆ ซึ่งท่านมีจิตใจที่แน่วแน่ มุ่งปฏิบัติอย่างจริงจัง จนเกิดพลังจิตที่กล้าแข็งเป็นอย่างยิ่ง กสิณที่ฝึกประกอบด้วย อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ ปฐวีกสิณ อันเป็นธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ จนสามารถแยกธาตุได้ด้วยความชำนาญ
    นอกจากนี้หลวงปู่ศุขยังเป็น พระที่ใฝ่ธุดงค์เป็นนิจ และจากการที่ท่านธุดงค์รอนแรมไปในป่า เป็นเวลานานๆ ก็ทำให้ท่านได้พบ กับพระอาจารย์อีกหลายท่าน ที่หลวงปู่ศุขฝากตัวเป็นศิษย์ เล่าเรียนเวทมนต์คาถาเพิ่มเติม จนกล่าวกันว่าหลวงปู่ศุข คือจ้าวแห่งอาคมตัวจริง และเมื่อกลับสู่บ้านเกิดแล้ว ท่านก็ได้ครองวัดปากคลองมะขามเฒ่าสืบมา
    ความเกรียงไกร ในพระเวทอาคมของหลวงปู่ศุขนั้น กล่าวกันว่าท่านสามารถปฏิบัติเห็นผลจริง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการผูกหุ่นพยนต์ เสกใบมะขามเป็นตัวต่อตัวแตน เสกให้คนเป็นจระเข้ เสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย ระเบิดน้ำลงไปนั่งบริกรรม ทำตะกรุดโดยจีวรไม่เปียก ซึ่งล้วนแต่เป็นพระเวทย์ขั้นสูง ที่ไม่อาจพบเห็นได้ทั่วไป จึงไม่ต้องพูดถึงความเข้มขลัง ในระดับพื้นๆ ที่ท่านเจนจบ อยู่ในระดับสุดยอดพระเกจิอาจารย์อันได้แก่ คงกระพันหนังเหนียว มหาอุตม์เมตตามหาเสน่ห์ แคล้วคลาด โชคลาภ ย่นระยะทาง กำบังตัว ฯลฯ
    ความยิ่งใหญ่ในด้านพุทธาคม ของหลวงปู่ศุขทำให้ท่านมี ลูกศิษย์ลูกหา เข้ามาฝากตัวด้วยจำนวนมาก ตั้งแต่ระดับชาวบ้านขึ้น ไปถึงชั้นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะละเว้นไม่กล่าวถึง เป็นไปไม่ได้ก็คือ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย
    เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ได้มาจอดเรือพระที่นั่ง แวะที่ท่าน้ำวัดปากคลองมะขามเฒ่า และได้พบกับหลวงปู่ศุข จึงได้ทดลองวิชา และถวายตัวเป็นศิษย์ ตามประวัติเล่าว่า ในช่วงเดือน 5 ของทุกปี จะทรงเสด็จประพาสตากอากาศ ไปทางเหนือ มีเรือกลไฟฟ้าลากจูงเรือพระที่นั่ง วันหนึ่งไปจอดเทียบท่า วัดปากคลองมะขามเฒ่า พระองค์ก็ได้เจอหลวงปู่ศุข ซึ่งกำลังทดลองวิชาด้วยการเสก หัวปลีให้เป็นกระต่าย วิ่งเพ่นพ่าน ก็ทรงเลื่อมใสศรัทธา และเสด็จไปกราบนมัสการ เมื่อพูดคุยกันแล้วก็ยิ่ง ประหลาดอัศจรรย์ใจ จึงขอศึกษาวิชาอาคมจากหลวงปู่ศุข

  • มาทำความรู้จักกับเหรียญพระมหาชนกอันทรงคุณค่ากันดีกว่า
    ถ้าหากพูดถึงเหรียญพระมหาชนกแล้ว เชื่อว่าหลายคนอาจจะรู้จัก แต่ก็มีอีกหลาย ๆ คนที่ยังไม่รู้จักเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนรู้จักกับเหรียญพระมหาชนกมากขึ้น เพราะเป็นเหรียญที่มีความสำคัญกับพระพุทธเจ้า เพราะเป็นเหรียญที่แสดงถึงหนึ่งในสิบชาติก่อนที่พระองค์จะเกิดเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระเจ้าอยู่หัวของเราเป็นอย่างมาก เราจึงนำความรู้เกี่ยวกับเหรียญมาแบ่งปันให้ทุกๆ คนได้รู้ ซึ่งเหรียญพระมหาชนกนั้น มีทั้งแบบพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก เราก็จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญทั้งสองชนิด และเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหรียญ ซึ่งมีดังนี้
    :ทำความเข้าใจง่ายๆ ว่าเหรียญพระมหาชนกคืออะไร
    หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าพระมหาชนก คือใคร ซึ่งพระมหาชนก คือ พระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบของชาติสุดท้าย ก่อนที่จะเกิดมาตรัสรู้ในชาติสุดท้ายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนพระมหาชนกนั้น ตามความเชื่อในพุทธศาสนา เรื่องที่เกี่ยวการบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ซึ่งในชาตินี้แสดงถึงในด้านของพระวิริยะบารมี ดังนั้นเหรียญพระมหาชนนกจึงเป็นสัญลักษณ์ของความวิริยะ มุ่งมั่นอดทน และมีทั้งแบบพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก ซึ่งเป็นเหรียญที่ระลึกที่คนส่วนใหญ่นิยมสะสมบูชาไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวของตนเอง เพื่อตั้งมั่นในความวิริยะ เหมือนดั่งพระมหาชนก
    :ทำไมต้องมีเหรียญพระมหาชนกไว้บูชา
    ความจริงแล้ว เหรียญพระมหาชนกนั้นไม่ต้องมีก็ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งอย่างจะเห็นผลก็ต่อเมื่อคุณเป็นผู้กระทำ แต่ว่าสาเหตุที่ต้องมีเหรียญพระมหาชนกนั้น ได้กล่าวในหัวข้อข้างต้นไปแล้วว่า เป็นเหรียญที่เป็นสัญลักษณ์ของความวิริยะ ความมุ่งมั่น เหมือนกับพระมหาชนก เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นเหรียญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ใช้เป็นเหรียญที่ระลึกประจำพระองค์อีกด้วย ทั้งแบบพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก ซึ่งแต่ละแบบนั้น ถึงแม้จะมีขนาดที่ต่างกัน แต่ว่าความหมายและความสำคัญของเหรียญก็ยังคงเดิมอยู่เสมอ จึงทำให้เป็นที่นิยมสะสมไว้เพื่อเป็นสิริมงคล
    :จุดเด่นความดีงามของเหรียญพระมหาชนก
    จุดเด่น และความดีงามอันทรงคุณค่าของเหรียญพระมหาชนก ไม่ว่าจะเป็นแบบพิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็กนั้น อยู่ที่ความหมายของเหรียญนั่นเอง เพราะอย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า เหรียญพระมหาชนก มีที่มาจากพระมหาชนก ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาเป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า จุดเด่นของเหรียญของพระมหาชนกจึงเป็นเหรียญที่แสดงความวิริยะ อุตสาหะ ขยันและมุ่งมั่น ทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของเหรียญมีกำลังใจในการทำสิ่งต่างๆ ไม่รู้สึกท้อแท้ มีความตั้งใจ มุ่งมั่นในสิ่งที่จะทำ ไม่ว่าจะเป็นการงาน หรือธรุกิจ ก็สามารถทำจนสำเร็จไปด้วยดี นอกจากนี้มีความเชื่อว่าช่วยเสริมโชคลาภ
    :เหรียญที่ทรงคุณค่า และอุดมไปด้วยธรรม
    หากกล่าวถึงเหรียญพระมหาชนกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเหรียญพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์เล็กก็ตาม เรามักจะทราบในนามของเหรียญอุดมไปด้วยธรรมวิเศษ ซึ่งสาเหตุที่เรียกว่าเหรียญอุดมไปด้วยธรรมวิเศษนั้น เป็นเพราะเหรียญพระมหาชนกนั้น เป็นเหรียญที่เป็นตัวแทนของพระมหาชนก ภพชาติการบำเพ็ญของพระพุทธเจ้า และเป็นเหรียญที่แสดงถึงความวิริยะอุตสาหะ การปกครองโดยธรรมของพระมหากษัตริย์ของเราอีกด้วย ซึ่งหากใครได้เป็นเจ้าของเหรียญพระมหาชนกแล้ว หากนำคำสอน หลักธรรม ตามพระมหาชนก แล้วมีความเชื่อว่าจะยิ่งส่งผลให้ผู้นั้นมีความเจริญรุ่งเรือง
    :การจัดทำเหรียญคู่กับหนังสือพระมหาชนก
    หากต้องการซื้อเหรียญพระมหาชนกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์เล็กก็ตาม ต่างก็จัดทำขึ้นคู่กับหนังสือพระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ โดยการเปิดให้ผู้สนใจได้สั่งจองเหรียญพระมหาชนก ซึ่งมีอยู่ 2 ราคา คือ แบบแรกราคา 50,000 บาท และแบบที่สองราคา 5,000 บาท ซึ่งทั้งสองแบบนั้นจะต่างกันที่จำนวนและแบบของเหรียญเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันนี้ เหรียญทั้งสองแบบนั้น ก็ต่างเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก มีมูลค่าสูงมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก เพราะใครๆ ก็ต่างอยากมีไว้ครอบครองเพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิตของตนเอง และครอบครัวให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
    :เหรียญแทนพระราชกรณียกิจของในหลวง
    เหรียญพระมหาชนก ถูกจัดให้เป็นแหวนประจำรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะเป็นเหรียญที่จัดทำขึ้นโดยมีรูปทั้งสองด้านของเหรียญเป็นรูปพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ และพระองค์ยังทรงดำเนินชีวิตตามพระมหาชนก คือการมีความวิริยะ การมีความเพียรพยายาม ในการประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ นั่นเอง พระองค์ทรงครองราช ด้วยทศพิธราชธรรม ตามหลักธรรมคำสอนต่างๆ ตามแบบอย่างพระมหาชนก จึงได้มีการจัดทำเหรียญเพื่อแสดงถึงความเพียร ความอุสาหะ ความตั้งมั่นของพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงเมตตา ทรงงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง
    :ศิลปินผู้ออกแบบเหรียญ
    เหรียญพระมหาชนกนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ ถูกออกแบบโดย อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร ศาสตราจารย์นนทิวรรธ์ จันทนะผลิน ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะประติมากรรม ภาพพิมพ์และภาพไทย (ที่มา : หนังสือมหามงคลแห่งแผ่นดิน โดย นายอดุลย์นันท์ทัต กิจไชยพร พฤศจิกายน 2551) ซึ่งถือว่าเป็นการออกแบบที่มีความหมายลึกซึ้งมาก ท่านได้ออกแบบมาจากความตั้งใจ ที่จะออกแบบเหรียญนี้มาเพื่อเป็นมิ่งขวัญกับชาวไทย และเป็นเครื่องยึกเหนี่ยวจิตใจ ให้กระทำแต่ความดี มีความขยัน หมั่นเพียร และตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี
    :ทำความรู้จักกับวัสดุในการสร้างเหรียญพระมหาชนก
    เหรียญพระมหาชนก เป็นเหรียญที่มีคุณค่า และมูลค่าที่สูง โดยวัสดุที่ใช้ในการผลิตเหรียญพระมหาชนกนั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์เล็กก็ตาม คือโลหะทรงคุณค่า 3 ชนิด ประกอบด้วย เนื้อทองคำที่มีความบริสุทธิ์ เนื้อนากที่ผสมทองคำ และเนื้อเงินบริสุทธิ์ (ที่มา : หนังสือมหามงคลแห่งแผ่นดิน โดย นายอดุลย์นันท์ทัต กิจไชยพร พฤศจิกายน 2551) ซึ่งแม้แต่โลหะที่นำมาประกอบการหล่อพระ ยังคงพิถีพิถันในการเลือกวัสดุ ทุกๆ อย่างมาเป็นอย่างดี เพื่อให้คงทน และมีคุณภาพสูง กับผู้ที่ได้บูชาพระองค์ไปไว้ครอบครอง เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต
    :ทำความเข้าใจรายละเอียดของเหรียญ
    หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักเหรียญพระมหาชนก แต่ถ้าหากกล่าวถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของเหรียญแล้ว หลายคนอาจจะรู้จักก็เป็นได้ ซึ่งเหรียญพระมหาชนกนั้นจะมีอยู่ของแบบคือ แบบพิมพ์ใหญ่และแบบพิมพ์เล็ก โดยด้านหน้าเหรียญจะมีพระปรมาภิไธยย่อ คำว่า “ภ.ป.ร” มีรัศมีเป็นเรือนยอด ตกแต่งผิวแบบด้าน ซึ่งมีความประณีตเป็นอย่างมาก ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจรายละเอียดต่างๆ ของเหรียญให้เป็นอย่างดี เพื่อที่จะไม่ถูกหลอกขายจากพวกมิจฉาชีพ เพราะ เมื่อเหรียญเป็นที่ต้องการมาก และมีความนิยมสูง ก็จะมีกลุ่มคนที่อาศัยแรงศัทราของผู้อื่นมากระทำผิด เพื่อหวังผลกำไรโดยมิชอบ
    :ราคาในการบูชาของเหรียญพระมหาชนก
    สำหรับราคาของเหรียญพระมหาชนกนั้น ซึ่งแบบพิมพ์ใหญ่จะมีราคาสูงกว่าแบบพิมพ์เล็ก วันเจิมเหรียญพระมหาชนก จะขึ้นอยู่กับเนื้อของเหรียญ ขนาดของเหรียญ และปีที่ผลิตเหรียญออกมา ทุกวันนี้เหรียญที่มีเก่าจะมีราคาสูงกว่าเหรียญที่ผลิตขึ้นใหม่กว่า เพราะว่าเหรียญแบบเก่า ๆ จะหาได้ยากมากในปัจจุบันนี้ ด้วยความโบราณในเหรียญรุ่นแรกๆ จึงทำให้เป็นที่นิยม ชมชอบ ของนักสะสมของเก่า หรือของโบราณ จึงทำให้มีมูลค่าที่สูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลย
    :เหตุการณ์เมื่อต้องเจิมเหรียญ
    เหรียญพระมหาชนกนั้นถูกเจิมเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 ซึ่งเหตุการณ์ในวันเจิมเหรียญนั้น ถือเป็นเหตุการณ์ที่เป็นมงคล เพราะมีสายฝนโปรยปรายลงมา เปรียบเหมือนกับน้ำมนต์จากสวรรค์ ทำให้เหรียญพระมหาชนกทั้งแบบพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็กนั้นกลายเป็นเหรียญที่ระลึกที่มีคุณค่าสูงที่สุดอีกเหรียญหนึ่ง สร้างความอัศจรรย์ใจกับผู้ที่ร่วมงาน จึงทำให้เป็นที่กล่าวถึงความเป็นสิริมงคลนี้กันอย่างแพร่หลาย
    :หน้าที่ตามความเชื่อของเหรียญพระมหาชนก
    หน้าที่ของเหรียญพระมหาชนกนั้น ไม่ได้มีไว้ใช้เพื่อเป็นของขลังแต่อย่างใด แต่มีไว้เพื่อเตือนใจผู้ที่ครอบครองเหรียญ ให้ระลึกถึงพร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของเรา ที่พระองค์ทรงเคยกล่าวไว้ว่า เราควรจะมีความเพียรพยายาม มุ่งมั่น ไม่ท้อแท้ แม้ว่าจุดหมายปลายทางมันจะดูเลือนรางก็ตาม เพราะสักวันเราจะประสบผลสำเร็จเอง จึงทำให้ผู้คนนิยม บูชาไว้เป็นเครื่องเตือนใจในยามท้อถอยนั่นเอง
    :เหรียญที่เป็นเหมือนพลังใจและแรงบันดาลใจ
    เหรียญพระมหาชนก ไม่ว่าจะเป็นแบบพิมพ์ใหญ่หรือแบบพิมพ์เล็กก็ตาม หรือรุ่นไหนๆ ก็ตาม หากใครได้เป็นเจ้าของเหรียญนั้นแล้ว จะมีกำลังใจในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ให้บรรลุผล เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าเหรียญพระมหาชนกคือเหรียญแห่งความเพียรพยายาม และยังเป็นเหรียญที่เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้กับใครหลายๆ คนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย จนเกิดผลสำเร็จมากมาย ทำให้ผู้คนต่างนิยมบูชาไว้
    :เหรียญรุ่นแรก 2539
    เหรียญพระมหาชนกรุ่นแรกนั้น คือรุ่นปี 2539 โดยถูกประกอบพระราชพิธีชัยมังคลาภิเษกเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 โดยพระสังฆราช ร่วมกับคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป ซึ่งในวันที่เจิมเหรียญนั้น เหมือนกับว่าท้องฟ้า และอากาศเป็นใจมาก เพราะมีสายฝนโปรยปราย เป็นสายน้ำมนต์ที่หล่นลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อมาร่วมพิธีด้วยนั่นเอง เป็นรุ่นที่มีความนิยมสูงมากที่สุด
    :เหรียญรุ่นที่สอง 2542
    สำหรับเหรียญพระมหาชนกรุ่นที่สองนั้น ถูกจัดทำขึ้นเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาครบ 6 รอบและยังเป็นเหรียญเพียงชนิดเดียว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าให้จัดทำคู่กับหนังสือพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก และเป็นเหรียญที่พระองค์ให้เป็นที่ระลึกถึงความเพียรพยายาม ตั้งใจทำความดี เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ได้โดยง่าย โดยเร็ว สามารถผ่านพ้นอุปสรรคได้ง่ายๆ นั่นเอง
    ( เหรียญพระมหาชนกนั้น ถือเป็นเหรียญที่ระลึกที่มีคุณค่าทางวัตถุ และคุณค่าทางจิตใจที่สูงมาก เพราะเป็นเหรียญที่เกี่ยวกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังเป็นเหรียญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นพร้อมกับหนังสือพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก เป็นเหรียญที่มีหน้าที่คอยสร้างกำลังใจ และเป็นแรงบันดาลที่ดีกับตัวเราได้เป็นอย่างมาก นอกจากนั้นแล้ว ใครที่ได้ครอบครองเหรียญพระมหาชนก ไม่ว่าจะเป็นแบบพิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์เล็กก็ตาม ก็ย่อมถือว่าเป็นผู้ที่มีความโชคดีเป็นอย่างมาก และเหรียญทั้งสองแบบยังคงเป็นที่นิยมของคนในปัจจุบันด้วย )

  • พระปิดตาพิมพ์เกลอเดี่ยว (เศียรแหลม) เนื้อตะกั่ว หลวงพ่อทา
    พระปิดตาหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก

    องค์พระปฐมเจดีย์ ที่ศักดิ์สิทธิ์
    มีพระเถระประจำทิศ คอยรักษา
    ทั้งสี่ทิศประจำองค์ คงภาวนา
    อุตรการบดีทา รูปหนึ่งประจำองค์
    ขมังเวทย์กึกก้อง เกรียงไกร
    สร้างเหรียญหล่อกันภัย ไม่ตายโหง
    ทั้งพระปิดตาเกลอเดี่ยว เหนียวอยู่ยง
    ชื่อยังคงบันทึกไว้ ไร้เทียมทาน

    หลวงพ่อทา พระคณาจารย์ยุคเก่าเมืองพระเจดีย์ใหญ่ ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากในอดีต บรรดานักเลงและเสือร้ายทั้งหลายทั่วเมืองต่างเกรงกลัวบารมีของท่าน เวลามีงานประจำปีของวัดพะเนียงแตก มีประชาชนมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก กลับไม่ต้องใช้ตำรวจมารักษาความปลอดภัยและก็ไม่มีเรื่องนักเลงตีกันในวัดเกิดขึ้นเลย หลวงพ่อมีนามว่า ทา เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๙ ณ. ตำบลบ่อผักกูด อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ท่านเป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้อง๔ คน น้องชายของท่านทั้งหมดอีกสามคนบวชเป็นพระภิกษุเช่นเดียวกับท่าน ท่านบรรพชาเมื่ออายุ ๑๕ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๓๙๔ ณ.วัดโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และอุปสมบทเมื่ออายุ ๓๖ ปี ในปีพุทธศัก
    ราช ๒๔๑๕ ณ. พัทธสีมาวัดบ้านฆ้อง หลังจากท่านอุปสมบท ก็ได้ออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรไปตามป่าเขาลำเนาไพรอีกหลายแห่งพร้อมกับพระน้องชาย ต่อมาท่านได้ธุดงค์เข้ามาในจังหวัดนครปฐม ได้ปักกลดลงในบริเวณพื้นที่วัดพะเนียงแตกในปัจจุบัน ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นวัดร้างอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๕-๖ กิโลเมตร หลวงพ่อทาท่านเห็นว่าพื้นที่บริเวณวัดร้างแห่งนี้เหมาะแก่การใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงจำพรรษาอยู่ที่นี้พร้อมกับบูรณปฏิสังขรณ์วัดร้างแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งชาวบ้านต่างพากันเรียกว่า “วัดพะเนียงแตก” สาเหตุที่เรียกชื่อนี้เนื่องจากว่าหลวงพ่อทาท่านมักจะเล่นพลุไฟพะเนียงในเวลามีงานวัดประจำปี แล้วปีหนึ่งท่านได้นำมือไปปิดปากกระบอกพลุ ซึ่งไม่สามารถทำให้พลุออกมาจากกระบอกได้ เมื่อกระบอกร้อนมากขึ้นๆก็เกิดระเบิด และสะเก็ดพลุแตกใส่ท่าน แต่ท่าน
    มิได้รับาดเจ็บใดๆเลย ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์จึงได้นำเรื่องนี้กล่าวขานไปทั่ว พร้อมกับเรียกหลวงพ่อทาว่า “หลวงพ่อพะเนียงแตก” และเรียกวัดร้างที่หลวงพ่อทาบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ว่า “วัดพะเนียงแตก” เหตุผลที่หลวงพ่อทาท่านทำเช่นนี้ก็เพื่อจะกำราบพวกนักเลงหัวไม้ให้เกิดความเกรงกลัว แล้วท่านจะได้อบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนดีได้ง่ายท่านได้ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนาและไสยเวทมามาก จึงเป็นที่เคารพและเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของบุคคลทั่วๆไป และด้วยวัตรปฏิบัติที่ดีงามน่าศรัทธาของท่านนี้เอง ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงเมืองนครปฐม หลวงพ่อทาท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย อาทิ หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก , หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผักกูด , หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม ,หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง เป็นต้น

    วัตถุมงคลของหลวงพ่อทา ท่านสร้างไว้ได้แก่ เหรียญหล่อ พระปิดตา ตะกรุด และ ลูกสะกด เป็นต้น
    ท่านละสังขารเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ สิริรวมอายุ ๘๔ ปี ๔๘ พรรษา

  • พระชัยวัฒน์เฉลิมพล พระสังฆราชฯแพ วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ ปี2484
    ถือเป็นพระชัยวัฒน์ที่สมเด็จพระสังฆราชฯ(แพ) ท่านได้สร้างและปลุกเสกเอาไว้ในปี พ.ศ.2484 และได้ทรงเททองเป็นกรณีพิเศษตามที่พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร องค์ชายกลางแห่งตระกูลยุคลทูลขอ พระชัยวัฒน์รุ่นนี้จะสร้างออกมา 2 พิมพ์ 1.พิมพ์ต้อ 2.พิมพ์ชะลูด..ปัจจุบันพระชัยวัฒน์รุ่นนี้กำลังเป็นที่ต้องการของวงการพระทั่วไปเพราะว่าเป็นพระที่ได้รับการสร้างและปลุกเสกพิธีใหญ่ และที่สำคัญได้รับการปลุกเสกจากสมเด็จพระสังฆราชฯ(แพ) ขนาดขององค์ก็เล็กกระทัดรัดเหมาะมาสำหรับเก็บสะสมเข้าชุดเป็นพระ(ชุดเล็ก) สีของเนื้อออกโทน(เหลืองอมเขียว) เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรูปหล่อสายวัดสุทัศน์ครับ

  • พระแผงปาฏิหารย์กรุจรเข้ร้อง เป็นพระแผงขนาดใหญ่ กรุจรเข้ร้อง จังหวัดสุโขทัย เป็นพระที่ขุดพบที่สธูปเจดีย์กลางน้ำที่ปกคลุมไปด้วยผักบุ้งและหญ้ารกทึบและจรเข้จำนวนมาก จึงเป็นที่มาของพระกำแพงกรุจรเข้ร้องเป็นพระร่วงนั่งศิลปะขอมรอยต่อสุโขทัย อายุราว 800 ถึง 900 ปี จำนวน 55 องค์ในแผงเดียวกัน สันนฐานว่าในการสร้างพระแผงหรือพระกำแพงใหญ่บ่งบอกการเล่าเรื่องเชิงพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า เช่น ทรงผนวช ป่าเลไลย์ ชุ้มกระรอกกระแต นาราย์ทรงปืน แผงปฎิหารย์ ชุ้มนครโกษา โพธ์บัญลังค์ ส่วนพระแผงจรเข้ร้องเล่าเรื่องการมาประชุมโดยมิได้นัดหมายของอัครสาวกในวันเพ็ญมรรคะฤกษ์

  • พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งฉายไว้ในขณะทรงผนวชเมื่อปี พ.ศ. 2499 นั้น ได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานบนเหรียญที่ระลึกหลายครั้ง เหรียญหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นที่แสวงหาของนักสะสมคือ เหรียญที่ออกโดยวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2508 รู้จักกันในนาม เหรียญทรงผนวช

    ความจริงแล้ว เหรียญทรงผนวช ไม่ใช่เหรียญที่จัดสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกเมื่อครั้งทรงผนวชโดยตรง ด้วยจัดสร้างขึ้นภายหลังจากที่ทรงลาผนวชแล้วถึงเก้าปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวชในปี พ.ศ. 2499 แต่ "เหรียญทรงผนวช" สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2508 เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จฯ พระราชกุศล จาตุรงคมงคล

    ประวัติความเป็นมาของการสร้าง เหรียญทรงผนวช มีอยู่ว่า ในปี พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุ 38 พรรษา เสมอสมเด็จพระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ บำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และในวโรกาสเดียวกันนี้ ได้ทรงประกอบพระราชพิธีสำคัญอีก 3 ประการต่อเนื่องกันไป เมื่อประมวลพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญในคราวเดียวกันถึง 4 อย่าง ระหว่างวันที่ 27 ถึงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2508 จึงเรียกมหามงคลสมัยนี้ว่า จาตุรงคมงคล

    จาตุรงคมงคล หรือการพระราชพิธีอันเป็นมงคล 4 ประการมีดังนี้

    1. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระชนมายุเสมอสมเด็จพระราชบิดา สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

    พิธีจัดขึ้น ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ในวันเสาร์ที่ 28 และวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ทรงทอดผ้าพระสงฆ์ 38 รูป ทรงประเคนผ้าไตร ย่าม และพัดที่ระลึกแก่พระสงฆ์ 38 รูปเท่าพระชนม์สมเด็จพระราชบิดา

    2. พระราชพิธีหล่อพระพุทธรูปปางประทานพร มีพระปรมาภิไธย ภปร ประดับผ้าทิพย์ พิธีบวงสรวงและพุทธาภิเษกแผ่นโลหะที่จะผสมหล่อพระพุทธรูป จัดขึ้น ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ในวันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2508 สำหรับพิธีเททองหล่อพระพุทธรูป จัดขึ้น ณ มณฑลพิธี สนามโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ในวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2508

    3. พระราชพิธีฉลองสมโภชพระเจดีย์ ในวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2508 เมื่อทรงเททองหล่อพระพุทธรูปปางประทานพรมีพระปรมาภิไธย ภปร ประดับผ้าทิพย์แล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระเจดีย์ทองหลังพระอุโบสถพระพุทธชินสีห์ ทรงประกอบพิธียกลูกแก้วขึ้นประดิษฐานยอดพระเจดีย์ เสด็จฯ ขึ้นสู่ภายในองค์พระเจดีย์ บูชาพระบรมสารีริกธาตุ ทรงปิดทองพระไพรีพินาศ และทรงเจิมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    4. พระราชพิธีอันเป็นมงคลประการที่สี่ ซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายใน "จาตุรงคมงคล" คือ เมื่อเสร็จพระราชพิธีสมโภชพระเจดีย์แล้ว เสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังพระอุโบสถ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมศิลาแผ่นแรกที่จะผนึกผนังพระอุโบสถ เป็นปฐมฤกษ์ที่จะผนึกเปลี่ยนผนังพระอุโบสถในกาลต่อไป

    แผ่นศิลาปฐมฤกษ์ผนึกเปลี่ยนผนังพระอุโบสถนี้ จารึกข้อความว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นศิลาปฐมฤกษ์ ผนึกเปลี่ยนผนังพระอุโบสถนี้ ในมหามงคลสมัย มีพระชนมายุเสมอด้วยสมเด็จพระราชบิดา วันอาทิตย์ที่ ๒๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๘"

    เนื่องใน "จาตุรงคมงคลสมัย" ดังกล่าวมาข้างต้น วัดบวรนิเวศวิหารได้จัดสร้างเหรียญที่ระลึก ด้านหนึ่งมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวช ขอบเหรียญด้านบนมีข้อความว่า "ทรงผนวช ๒๔๙๙" มีพระปรมาภิไธยว่า "ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ภูมิพโล" ซึ่งถ่ายจากลายพระหัตถเลขาในสมุดทะเบียนของวัดในขณะทรงผนวช อีกด้านหนึ่งมีรูปพระเจดีย์วัดบวรนิเวศวิหาร มีข้อความโค้งตามขอบเหรียญว่า "เสด็จฯ สมโภชพระเจดีย์ทองบวรนิเวศ ๒๙ สิงห์ ๒๕๐๘ ในมงคลสมัยพระชนมายุเสมอสมเด็จพระราชบิดา" ความเป็นมาของ "เหรียญทรงผนวช" จึงมีด้วยประการฉะนี้

  • พระมเหศวร กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี
    (1 ใน 5 ของ ชุดเบญจภาคีพระยอดขุนพล เนื้อชิน)
    "พระมเหศวร" นับเป็นพระยอดนิยมอันดับต้นๆ ของจังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็นหนึ่งในพระยอดขุนพลของเมืองไทย เป็นพระพิมพ์ที่น่าสนใจทีเดียวครับผม พิมพ์ทรงของ พระมเหศวร ดูแล้วออกจะแปลกๆ แต่ก็ต้องยอมรับในภูมิปัญญาของคนไทยสมัยก่อนกับการรังสรรค์งานปฏิมากรรมด้วยความชาญฉลาด ด้วยเหตุและผลดังนี้ปัญหาประการหนึ่งของพระเนื้อชิน คือส่วน พระศอ ขององค์พระมักจะบอบบาง ทำให้เปราะและแตกหักง่าย ผู้สร้างจึงแก้ไขปัญหาโดยเอาส่วนที่เป็นพระศอของพระอีกองค์หนึ่งนั่งสวนทางกัน ดังนั้น ส่วนที่เปราะบางซึ่งก็คือพระศอ จึงไปอยู่ในส่วนที่เป็นพระเพลาของพระอีกด้านหนึ่ง สามารถลบล้างในส่วนที่เปราะบางได้อย่างสิ้นเชิง…เก่งจริงๆ นะครับคนไทยเนี่ยะ

    "พระมเหศวร" เป็นพระพิมพ์ประเภทเนื้อชินเงิน หรือเนื้อชินแข็ง ซึ่งมวลสารที่สร้างจะเป็นส่วนผสมของเนื้อดีบุกมากกว่าเนื้อตะกั่ว เนื้อชินชนิดนี้จะมีลักษณะแข็ง มีข้อเสียคือ เมื่อมีอายุกาลที่เนิ่นนานเข้าจะเกิดการทำปฏิกิริยากับสภาพแวดล้อมและกัดกร่อนลงไปในเนื้อมากบ้างน้อยบ้าง เรียกว่า "สนิมขุม" และจะเกิดรอยระเบิดแตกปริตามผิวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยจะแตกจากภายในปะทุออกมาข้างนอก อันเป็นหลักการพิจารณาที่สำคัญประการหนึ่ง แต่บางองค์ที่มีส่วนผสมของเนื้อตะกั่วมากกว่าเนื้อดีบุก จะเรียกว่าเนื้อชินอ่อน เมื่อกระทบของแข็งก็จะเกิดเป็นรอยบุ๋ม สามารถโค้งงอได้เล็กน้อย จะมีข้อดีคือไม่เกิดสนิมขุมหรือรอยกัดกร่อนหรือระเบิดแตกปริเหมือน "เนื้อชินเงิน" แต่จะเกิด "สนิมไข" มีลักษณะเป็นสีนวลขาวเป็นแผ่น ผิวของพระมเหศวร ถ้ายังไม่ได้ถูกใช้หรือถูกสัมผัสจะเนียนและมีสีออกไปทางดำเอามากๆ แต่ถ้าถูกใช้จนสึกจะเห็นเนื้อในขาวนวลสดใสอย่างกับสีเงินยวง สันนิษฐานว่าน่าจะมีส่วนผสมของปรอทอยู่มาก พูดง่ายๆ ก็คือ ตรงรอยสึกแลเห็นเนื้อในและที่ยังไม่สึกเป็นคราบผิวหนาคลุมอยู่ หรือผิวพระจะเป็นสองชั้น หรือตามภาษาชาวบ้านก็ว่าตลอดองค์พระมีเสื้อใส่ทับอยู่อีกชั้นหนึ่ง ย่อมยืนยันได้ว่าเป็นของแท้แน่นอนครับผม

    พระมเหศวร มีมากมายหลายพิมพ์ทรง สามารถแบ่งแยกเป็นพิมพ์ใหญ่ๆ ได้ 5 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พระสวนเดี่ยว และพระสวนตรง ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นที่นิยมเล่นหากันอย่างกว้างขวางทุกพิมพ์ โดยเฉพาะพระมเหศวรที่มีคราบไคลความเก่าปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์เล็กพิมพ์น้อยก็ล้วนแต่มีราคาค่างวดทั้งสิ้น ดังนั้น ต้องใช้การพิจารณาอย่างละเอียดและพิถีพิถัน ทั้งเรื่องเนื้อขององค์พระ ผิวขององค์พระ ปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดตามอายุและสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสนิมขุม รอยระเบิดจากภายในสู่ภายนอก สนิมไข กระทั่งพื้นผิวภายนอกก่อนใช้หลังใช้


  • พระสมเด็จจิตรลดา พระกำลังแผ่นดินรุ่น 2 วัดบวรฯ ปี 2539 พิมพ์กรรมการเล็ก พุทธคุณเหมือนได้ใช้สมเด็จจิตรลดารุ่นแรก มีมวลสารจิตรลดาพระราชทาน พร้อมด้วยมวลสารสำคัญอื่นอีกเช่น วัดระฆัง บางขุนพรหม เกศาสมเด็จฯ ฯลฯ องค์นี้สภาพสวยครับ พร้อมกล่องเดิมๆจากวัดเลยครับ พิธีใหญ่ สมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จเป็นประธานในพิธี พร้อมพระเกจิชื่อดังร่วมในพิธีเช่น หลวงปู่ทิม วัดพระขาว หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย หลวงพ่อรวย วัดตะโก หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา ฯลฯ พระกำลังแผ่นดิน มวลสารจิตรลดา กาญจนาภิเศก 50 ปี ชุดกรรมการ ที่ระลึกสร้างอาคารเรียนเทอดพระเกียรติ์ ญสส 84 พรรษา มีลักษณะพิเศษตรงที่ด้านหลังจะเรียบปิดทองคำเปลว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้จัดสร้างพระกำลังแผ่นดินมวลสารจิตรลดา เส้นพระเจ้า และพระราชทานเกษรดอกไม้ โดยเข้าพิธีพุทธาภิเษก ณ อุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร

    พระกำลังแผ่นดินเป็นชื่อที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมท เป็นผู้ตั้ง ซึ่งมาจากพระนามและพระฉายาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “ ภูมิพล หรือ ภูมิพโลภิกขุ “ แปลว่า กำลังแผ่นดิน ผู้มีพระกำลังแผ่นดินบูชามาถึงทุกวันนี้ ควรยึดมั่นและสร้างความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆเสมือนการปิดทองหลังพระ โดยการปิดทองหลังพระเปรียบเสมือนสิ่งเตือนใจให้ทุกคนหมั่นสร้างความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆความดีนั้นย่อมปรากฏและสนองต่อผู้ปฏิบัติเป็นสัจธรรม ประวัติโดยย่อพระสมเด็จจิตรลดารุ่นแรก ปี 2508-2513 พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็กประมาณ ไม่เกิน ๓,๐๐๐องค์ พระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ตั้งแต่ใน พ.ศ.๒๕๐๘ จนสิ้นสุดใน พ.ศ.๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง มีเอกสารส่วนพระองค์ (ใบกำกับพระ) ซึ่งแสดงชื่อ นามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์ โดยทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า "ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมาแล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ" มวลสารของพระสมเด็จจิตรลดา ประกอบด้วยเรซิน และผงพระพิมพ์ โดยทรงนำมาบดเป็นผง รวมกับเส้นพระเจ้า คลุกกับกาวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกดเป็นองค์พระด้วยพระหัตถ์ โดยทรงใช้เวลาตอนดึกหลังทรงงาน มีเจ้าพนักงาน ๑ คน คอยถวายพระสุธารส และหยิบสิ่งของถวาย ทั้งนี้ มีศาสตราจารย์ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการบำนาญกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ผู้เป็นผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในงานด้านประติมากรรม เป็นผู้แกะแม่พิมพ์ถวาย เพื่อทรงพระราชวินิจฉัย แก้ไข จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย มวลสารที่เรียกว่าเส้นพระเจ้า (พระเกศาของพระมหากษัตริย์) ถือว่าเป็นมวลสารที่สูงค่ายิ่งนัก เพราะเป็นมวลสารที่ทรงใช้ในพระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล โดยธงชัยเฉลิมพลประจำกองทหาร องค์พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นพระราชทานแก่หน่วยทหารเป็นคราวๆ ละหลายธง โดยประกอบพิธีสำคัญทางศาสนา พระราชพิธีตรึงหมุด ธงชัยเฉลิมพล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีนี้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ท่ามกลางพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ชั้นผู้ใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรึงธงแต่ละผืนติดกับด้ามธง โดยทรงตอกฆ้อนเงินลงบนตะปูทองเหลืองอย่างแน่น ธงหนึ่งมีรูตะปูประมาณ 32-35 ตัว ที่ส่วนบนของคันธงจะมีลักษณะเป็นปุ่มโลหะกลึงกลมสีทองภายในกลวง ปุ่มกลมนั้นทำเป็นฝาเกลียวปิด-เปิดได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงบรรจุเส้นพระเจ้า พร้อมด้วยพระพุทธรูปที่ได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกแล้ว ชื่อ พระยอดธง ลงในปุ่มกลมแล้วทรงปิดฝาเกลียวขันแน่น ทรงเจิมแป้งกระแจะจันทน์ที่ยอดธงทุกคัน พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา ส่วนประสบการณ์ที่เกิดจากการอาราธนาอัญเชิญพระพุทธคุณขององค์พระสมเด็จจิตรลดาไปบูชานั้น บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล พบแต่ความสำเร็จ เป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไปที่ได้พบเห็นและให้ความเกื้อหนุนเสมอ มีพระพุทธานุภาพ คุ้มครอง ให้แคล้วคลาดจากผองภัยพิบัติต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเสมอ “ดุจพระบารมีปกเกล้าซึ่งเหมือนเป็นมงคลแห่งชีวิต”


  • พระยอดขุนพลบุเรงนองรุ่นเก่า ซึ่งปัจจุบันเป็นสุดยอดวัตถุมงคลที่หาได้ยากยิ่ง จากคำบอกเล่าของพระเดชพระคุณหลวงพ่ออุตตมะ แห่งวัดวังก์วิเวการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี โดยท่านได้เคยอ่านพบใน " ตำราโบราณ " ที่อดีตโบราณคณาจารย์ฝ่ายพม่ารามัญ ได้จดบันทึกไว้สืบต่อกันมานานนับเป็นร้อย ๆ ปี มีดังนี้
    พระยอดขุนพลบุเรงนองของเก่าแก่ดั้งเดิมนั้น เป็นพระพิมพ์ดินดิบผสมว่านยาวิเศษ โดยได้จำลองพุทธลักษณะจาก "พระมหามัยมุนี " (ดังรูปพระพุทธรูปตัวอย่าง) เป็นพระเครื่องที่พระเจ้าบุเรงนอง บรมกษัตริย์ผู้มีพระเดชานุภาพมากแห่งกรุงหงสาวดี ได้โปรดให้ พระมหาฤาษี ภูภูอ่อง ผู้เป็นพระราชครูผู้ใหญ่ ประจำพระราชสำนักแห่งพระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งได้สำเร็จมหิทธิฤทธิ์ขั้นสุดยอดด้วยองค์คุณ 4 ประการ คือ ยา ยันต์ ปรอท และ ประคำ จนมีฤทธิ์ มีเดชสูงส่งอย่างยิ่งยวด เป็นผู้จัดสร้างและปลุกเสกขึ้น เพื่อทรงพระราชทานแก่ข้าราชบริพาร และเหล่าทหารหาญ เพื่อใช้ในการศึกสงครามโดยทั่วไป โดยแกะพิมพ์จำลองพุทธลักษณะของพระมหามัยมุนี พระพุทธรูปสำคัญ อันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของชาวพม่า ที่มีอายุการสร้างเกือบ 2,000 ปี ที่เดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองยะไข่ แต่ต่อมาได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่เมืองมัณฑเลย์ ตราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
    ซึ่งพระยอดขุนพลบุเรงนองนี้ปรากฎพุทธคุณอันยอดเยี่ยมดีเด่นในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในทางเมตตา แคล้วคลาด แต่จะเน้นไปในด้าน "อิทธิฤทธิ์" คือทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี มหาอุด มหาอำนาจ เป็นหลักใหญ่ จนกระทั่งกองทัพของพระเจ้าบุเรงนอง สามารถปราบปรามหัวเมืองใหญ่น้อยในทุกหนแห่ง จนราบคาบอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในพงศาวดาร ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุให้พระเจ้าบุเรงนองได้รับพระสมัญญานามอีกพระนามหนึ่งว่า " ผู้ชนะสิบทิศ " ในเวลาต่อมา โดยพระบุเรงนองนี้ พระฤาษีภูภูอ่องได้บรรจุไว้ที่ถ้ำแถวเมืองมะละแหม่ง ใกล้ชายแดนไทย-พม่า อยู่ 2 ถ้ำด้วยกัน คือ ถ้ำผาบง และ ถ้ำผาพะ แต่ก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าถ้ำทั้งสองแห่งนี้อยู่ที่ไหนกันแน่ อนึ่ง พระมหาฤาษีภูภูอ่องนั้น แต่เดิมเคยบวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา มีนามว่า "ญาณรังสี" แต่ต่อมาพระญาณรังสีพิจารณาเห็นว่าการที่พระภิกษุอยู่ในป่า บางครั้งก็มีเหตุให้จำต้องล่วงอาบัติของพระพุทธองค์อยู่เนือง ๆ ก็ให้รู้สึกไม่สะดวกใจ ด้วยเกรงจะเป็นบาปเป็นกรรม พระญาณรังสีจึงลาสิกขาออกมาถือพรตเป็นฤาษี พร้อมตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ รักษาศีล 8 ได้เป็นอย่างดีจนบรรลุอภิญญาสมาบัติขั้นสูงสุด จนได้สำเร็จฤทธิ์อภินิหารอันยอดยิ่งด้วยเหตุถึง 4 สถาน คือ
    1. ยา (รอบรู้ในตัวยาสมุนไพร และว่านยาที่มีฤทธิ์ทุกประเภทอย่างเจนจบ )
    2. ยันต์ (ปรีชาในอักขระคาถายันต์อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง )
    3. ปรอท (สำเร็จในการเรียกและใช้ปรอท ธาตุกายสิทธิ์ที่มีฤทธิ์กว่าธรรมดา จนถึงขั้นเหาะเหินเดินอากาศได้ )
    4. ประคำ (เครื่องช่วยกำหนดจิตภาวนาให้บังเกิดสมาธิจิต อันเป็นบาทฐานแห่งอภิญญาฤทธิ์ ซึ่งเป็นของมีมาเก่าแก่ สืบทอดมาแต่โบราณกาลนับเป็นพัน ๆ ปี )
    สำหรับเหตุที่หลวงพ่ออุตตมะ (ท่านเป็นพระชาวมอญ ไม่ใช่พม่า และเป็นหนึ่งในพระอาจารย์องค์สำคัญที่สอนในหลวงในการปฏิบัติธรรมด้วยครับ)ได้พระยอดขุนพลบุเรงนองมานั้น เดิมตั้งแต่เมื่อครั้งที่หลวงพ่ออุตตมะยังเดินธุดงค์อยู่ มีเด็กชายชาวกะเหรี่ยงคริสต์คนหนึ่ง (ซึ่งต่อมาได้เป็นหัวหน้ากะเหรี่ยง ) ซึ่งอยู่ในเขตประเทศพม่า ได้ป่วยเป็นโรคร้าย จนเพื่อนบ้านต่างพากันทอดทิ้ง ไม่มีใครกล้ามาดูแล และบังเอิญท่านได้ธุดงค์มาพบเข้า ด้วยความเมตตาหลวงพ่อจึงได้ช่วยรักษาจนหาย ทำให้เด็กชายคนนี้นับถือหลวงพ่ออุตตมะเป็นอย่างยิ่ง กาลต่อมาหัวหน้ากะเหรี่ยงคริสต์รายนี้ได้มาเล่าให้หลวงพ่ออุตตมะฟังว่า (ตอนนั้นหลวงพ่อมาอยู่เมืองไทยใหม่ ๆ ราวปี พ.ศ.2490 กว่า ) วันหนึ่งขณะที่พวกตนถูกพวกพม่าตามไล่ล่า จนกระทั่งหนีเข้าไปหลบซ่อนในถ้ำ ๆ หนึ่ง แถวเมืองมะละแหม่ง พวกทหารพม่าได้ใช้ปืนกล และอาวุธสงครามยิงกรอกปากถ้ำ เพื่อฆ่าพวกตนให้ตายคาถ้ำ นับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ นัด จนพวกทหารพม่าคิดว่าพวกกะเหรี่ยงที่อยู่ในถ้ำคงจะตายกันไปหมดแล้ว จึงได้ถอยทัพกลับไป ครั้นพอรุ่งเช้าพวกบรรดากะเหรี่ยงที่ไม่ได้รับอันตรายใด ๆ เลยแม้แต่น้อย ก็ออกจากที่ซ่อนในถ้ำมาสังเกตุการณ์ เห็นปลอกกระสุน และลูกปืนตกกระจายอยู่เต็มไปหมด แต่ไม่มีกระสุนแม้แต่เพียงนัดเดียว ที่จะวิ่งผ่านเข้ามาถึงข้างในที่พวกตนซ่อนอยู่ได้ ก็แปลกใจ เลยคิดว่าถ้ำแห่งนี้คงต้องมีของดีของวิเศษอยู่แน่ ๆ เลยสำรวจในถ้ำดูว่ามีอะไรดี จึงได้เจอกับ กองพระขนาดย่อม ๆ ที่วางกองกันไว้อยู่ในถ้ำนั้น แต่พวกตนเป็นกะเหรี่ยงคริสต์จึงไม่ทราบว่าคืออะไร จึงได้นำมาให้หลวงพ่ออุตตมะดู เมื่อได้พิจารณาดูหลวงพ่อก็ทราบทันทีว่านี่คือ พระยอดขุนพลบุเรงนอง ที่เคยได้ยินเรื่องราวมานั่นเอง จึงได้สั่งให้หัวหน้ากะเหรี่ยงคนนี้พาคนไปช่วยกันขนพระออกมาจากถ้ำ และนี่เองคือปฐมเหตุแห่งการ แตกกรุ ของพระยอดขุนพลบุเรงนอง สำหรับพระยอดขุนพลบุเรงนองนี้ ปัจจุบันได้กลายเป็นของดีที่หาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง อันเป็นที่ใฝ่ฝันสำหรับบรรดาศิษย์ใกล้ชิดของหลวงพ่ออุตตมะ รวมทั้งผู้ที่รู้ประวัติความเป็นมา เพราะนอกจากผู้ที่รู้ความเป็นมาที่แท้จริง ต่างก็พากันหวงสุด ๆ แล้ว ด้วยระยะเวลาที่ล่วงเลยมาเนิ่นนานถึง 400 กว่าปีมาแล้ว พระบุเรงนองที่สร้างด้วยเนื้อดินผสมว่าน ได้ชำรุดแตกหักไปเป็นอันมาก จึงทำให้มีน้อยคนนักที่จะได้ครอบครองพระยอดขุนพลที่นับเป็นจักรพรรดิ์พระเครื่องแห่งลุ่มแม่น้ำอิระวดีอย่างแท้จริง พระบุเรงนองจะมีด้วยกันหลายพิมพ์ทรง ซึ่งจะมีความแปลกอยู่ที่ว่าแต่ละองค์นั้นจะไม่มีองค์ไหนเหมือนกันเลย จะมีความแตกต่างกันไปเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และส่วนใหญ่ด้านหลังองค์พระ จะมีรูปกบอยู่ บางท่านก็เรียกว่า พระบุเรงนองหลังกบ เพราะคนโบราณนั้นให้ความสำคัญกับกบมาก เพราะดินแดนสุวรรณภูมิบริเวณแถบนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ในทุกๆอย่าง และสัตว์ที่มีสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ก็คือ "กบ" นั่นเอง
    สำหรับพระองค์ที่โชว์นี้ เป็นวัตถุมงคลของหลวงพ่ออุตตมะรุ่นนี้ นับว่าเป็นของดีที่น่าใช้มากที่สุดอย่างหนึ่งของหลวงพ่อ แต่หลาย ๆ คนไม่ค่อยรู้จัก บางคนก็รู้แต่มองข้ามไป โดยไม่รู้ว่านี่แหละคือ ของวิเศษสุดยอดจริง ๆ ซึ่งมีประวัติความเป็นมาดังนี้ เมื่อประมาณ พ.ศ.2500 กว่า ๆ หลังจากหลวงพ่ออุตตมะได้มาสร้างวัดวังก์วิเวการามแล้ว ได้มีชาวบ้านจากฝั่งพม่าที่มีความนับถือหลวงพ่ออุตตมะนำเอาพระเนื้อดินผสมว่านพิมพ์หนึ่งมาให้ท่านดู โดยบอกว่าได้พระพิมพ์นี้มาจากถ้ำในประเทศพม่า เมื่อได้พิจารณาดูแล้วหลวงพ่อก็บอกว่าเป็นพระเครื่องเก่าแก่ที่มีอายุการสร้างหลายร้อยปี เพื่อสืบพระศาสนา และใช้ในการรบสมัยก่อน ชาวบ้านผู้นั้นจึงได้บอกหลวงพ่อว่า พระพิมพ์นี้ยังมีอยู่ในถ้ำอีกมากมาย และได้ชวนสมัครพรรคพวกไปขนพระพิมพ์นี้ออกมาถวายหลวงพ่อ ซึ่งระหว่างการเดินทางซึ่งต้องย่ำด้วยเท้าเปล่ามาตลอดทางอันแสนยาวนานนั้น พระบางองค์ที่อยู่ในถ้ำ อยู่ในที่เย็นชื้นมาโดยตลอด เมื่อกระทบกับอากาศร้อน และมีการกระทบเทือนจากการขนย้าย ก็เกิดแตกหักชำรุดเสียหายไปเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อได้พระมาแล้ว ท่านได้คัดเอาพระที่มีสภาพสมบูรณ์ มาปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ได้แจกให้กับลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านที่ไปกราบนมัสการท่าน หลังจากนั้นหลวงพ่อเห็นว่าพระที่แตกหัก และชำรุดก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก หากจะทิ้งไปก็เปล่าประโยชน์ จึงให้ลูกศิษย์เอาพระที่ชำรุดเหล่านั้นไปทำการบดให้ละเอียด แล้วเอามาผสมกับ ผงใบลาน ว่าน เกสรดอกไม้ และผงพุทธคุณของท่านเอง แล้วกดลงบนพิมพ์ที่ทำเลียนแบบพิมพ์ของเก่าขึ้นมาก จากนั้นหลวงพ่อก็ทำการปลุกเสกพระที่สร้างขึ้นอีกเป็นเวลานาน เมื่อเห็นว่ามีพุทธคุณเต็มที่แล้วก็นำออกมาแจกจ่าย พุทธลักษณะของพระผงบุเรงนองออกศึกของหลวงพ่ออุตตมะ สัณฐานคล้ายรูปไข่ผ่าซีก ด้านหน้าเป็นรูปพรพุทธปฏิมากรประทับนั่งขัดสมาธิราบแบบมารวิชัย มีเส้นไขว้เป็นรูปกากบาทบริเวณพระอุระ (อก) เหนือพระอังสา (ไหล่) ทั้ง 2 ข้างปรากฎเส้นเฉียงขึ้นไปดูเหมือนกับสะพายดาบคู่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นพุทธลักษณะของพระพุทธปฏิมากรทรงเครื่องแบบศิลปะพม่า ส่วนด้านหลังมีลักษณะอูมเล็กน้อยไม่ปรากฎรายละเอียดและอักขระใด ๆ โดยพระบุเรงนองรุ่นแรกของหลวงพ่ออุตตมะนี้ ทำออกมาเป็น 2สีด้วยกัน คือ สีดำ และสีน้ำตาล ส่วนด้านหลังจะมีทั้งรูปกบและไม่มีรูปกบ พระผงบุเรงนองนี้เป็นพระดีที่น่าใช้ พุทธคุณสูง มีประสบการณ์มาก จึงทำให้มีการเสาะหากันอย่างมากมาจนทุกวันนี้ เพราะเมื่อใครเป็นเจ้าของก็ล้วนแต่หวงแหนทั้งสิ้น โดยหลังจากที่หลวงพ่อได้แจกพระผงบุเรงนองรุ่นแรกนี้จนหมด ก็ได้มีผู้ที่ศรัทธามาขออีกเป็นจำนวนมาก หลวงพ่อท่านจึงได้ทำพระบุเรงนองรุ่น 2ออกมาด้วย โดยพิมพ์ทรงจะแตกต่างกันเล็กน้อย บริเวณพระพักตร์รุ่น 2 จะคมชัดกว่า มีรายละเอียดในพระพักตร์ชัดเจนกว่ารุ่น 1 ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดก็เป็นพระดีมีประสบการณ์ด้วยกันทั้งคู่ สำหรับองค์นี้จะเป็นสีดำ พระสภาพสวยสมบูรณ์ หนา พิมพ์คมชัดมาก เรียกได้ว่าเป็นพระที่มากด้วยพุทธคุณรอบด้านที่สุดยอด แต่ในราคาบูชาที่ไม่แพงเลย อยากให้หลายๆท่านได้พระที่พุทธคุณดีๆไว้บูชา ในราคาที่พอเช่าหาได้ ลองเสาะหาบูชาดูครับ ยังพอมีให้เช่าอยู่ในหลายๆเว็บโดยเฉพาะสายตรง และน่าจะยังไม่มีของทำเลียนแบบ (ลงหน้าปกหนังสือลานโพธิ์ฉบับปี2549แล้ว) ป้อม ปืนใหญ่ แนะนำพระที่พุทธคุณดีๆไว้ให้บูชา ไม่จำเป็นต้องเสาะหาพระที่เซียนปั่นราคาเพื่อพุทธพานิชย์ เซียนพระส่วนใหญ่รวยแล้วครับ แต่เราๆท่านๆบางคนยังไม่รวยเหมือนเซียน เก็บเงินไว้ในยามที่จำเป็นดีกว่า แต่ก็สามารถครอบครองบูชาพระดีๆ ไว้ได้เหมือนกัน ถ้าเป็นพระบุเรงนองเดิมๆนั้นเนื้อจะค่อนข้างต่างกับที่หลวงพ่อทำใหม่ครับ และราคาก็สูงกว่าด้วย
    ตามบันทึกของพระเถราจารย์ฝ่ายพม่ารามัญ ที่จดบันทึกไว้ว่า พระเจ้าบุเรงนองทรงสร้างไว้เพื่อให้มอบให้แม่ทัพนายกอง ทหารหาญ ใช้ในราชการสงคราม ภายหลังเสร็จราชกิจจึงได้นำไปบรรจุไว้ในถ้ำ พระเครื่องพิมพ์นี้สร้างจากดินผสมว่านยาวิเศษ ปลุกเสกโดยมหาฤาษีบูบูอ่อง ที่กล่าวกันว่าท่านสำเร็จอภิญญาสมาบัติ สามารถแสดงฤทธิ์ได้ เดิมได้บวชในพระพุทธศาสนาและเจริญกรรมฐานจนบรรลุอภิญญา มีญาณสมาบัติและได้สึกมาครองเพศฤาษี และใช้ฤทธิ์ในการช่วยเหลือผู้คนรวมถึงการเผยแพร่ศาสนา และพระพิมพ์นี้ได้จำลองมาจากพระมหามัยมุนี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทรงเครื่องมหาจักรพรรดิราช เดิมประดิษฐาน ณ อาณาจักรอาระกัน (ยะไข่) ด้านหลังคือรูปมหาฤาษีบูบูอ่อง ที่มีอิริยาบทกำลังเหาะขึ้นไปนมัสการพระมหาธาตุ ทำให้มีชื่อเสียงและสร้างความศรัทธาให้กับพระเจ้าบุเรงนอง รู้จักในวงการพระเครื่องว่า พระบุเรงนองหลังกบ กรุถ้ำ หลวงพ่ออุตตมะ วัดวิเวการาม จังหวัดกาญจนบุรี ได้มาจากถ้ำในเขตประเทศพม่า แล้วนำมาแจกสานุศิษย์ในยุคแรกๆ
    พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์ราชวงศ์ตองอู ผู้ปราบปรามเมืองน้อยใหญ่ทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ ตามคติพระเจ้าจักรพรรดิราช
    เนื่องจากสมัยโบราณจะแบ่งเมืองออกเป็นสองประเภทคือ เมืองเอกราชและเมืองประเทศราช จึงทำให้ต้องมีการแข่งขันกันเช่นเดียวกับการค้าในสมัยปัจจุบัน แต่โบราณใช้การยึดครองพื้นที่และทรัพยากร ด้วยการชิงชัยด้วยกำลังและสติปัญญา ไม่ได้ใช้กลยุทธชิงชัยด้วยกลไกทางตลาดในเวทีโลกและสร้างคติชาตินิยมอย่างในปัจจุบัน
    พระองค์คือผู้มีสามสิ่งครบถ้วนจึงได้ชื่อว่า “วีรบุรุษ” คือมีปัญญาเป็นเลิศ มีปณิธานยิ่งใหญ่ มีแผนการล้ำลึก ซึ่งใช้สามสิ่งนี้สร้างผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ไม่เคยปรากฏว่ามีกษัตริย์พระองค์ใดในภูมิภาคนี้ ทั้งก่อนหน้าและภายหลังรัชสมัยของพระองค์ที่ทำเช่นนี้ได้เทียบเท่าพระองค์ คือ รวมเอาอาณาจักรใหญ่ของชนชาติต่างๆในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ไว้ในอำนาจได้ทั้งหมด เช่น อยุธยา ล้านนา ล้านช้าง ไทใหญ่ พม่า รามัญ กัมพูชาและรัฐต่างๆที่เป็นประเทศราชของอาณาจักรที่กล่าวมา รวมทั้งสิ้นถึง133เมือง มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และสงบร่มเย็นตลอดรัชมัยของพระองค์
    สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็ทรงเจริญรอยตามพระเจ้าชนะสิบทิศบุเรงนอง หากนิยมพระนเรศวรมหาราช ก็ต้องมองว่า ใครคือต้นแบบของพระองค์ ซึ่งก็คือพระเจ้าบุเรงนอง พระองค์นี้นี่เอง
    พระเจ้าบุเรงนองพระองค์ ทรงนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสองสิ่งและจะสักการะก่อนออกทำสงคราม คือพระมหามัยมุนี เมืองยะไข่และพระมหาธาตุมุเตา เมืองหงสาวดี เชื่อกันว่าทรงบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองสิ่งนี้ เพื่อให้ได้ชัยชนะและก็เพราะอำนาจบารมีของทั้งสองสิ่งทำให้พระองค์สามารถปราบปรามและมีชัยชนะในการสงครามทุกครั้ง คำบนบานที่เชื่อกันว่าทำให้พระองค์สัมฤทธิ์ผลก็คือ ทรงบนบานขอให้ชนะศึกเพื่อจะได้สร้างเอกภาพให้กับแผ่นดิน จะได้ไม่ต้องมีใครทำการแย่งชิงรบพุ่งทำสงครามให้ได้เดือดร้อนกันอีก เช่นเดียวกับจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่รวบรวมแผ่นดินจีน ยุติสงคราม 7 แคว้น ที่รบพุ่งกันยืดเยื้อยาวนานถึง 255 ปีได้สำเร็จ ซึ่งหากพระนเรศวรมหาราชไม่ทรงสิ้นเสียก่อนเวลาอันควร อาณาจักรไทย อาจเป็นมหาอำนาจที่สานต่อเจตนาของพระเจ้าบุเรงนองอย่างแน่นอน
    พระบุเรงนองหลังกบ พระพิมพ์นี้ได้รวมเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และปณิธานของยอดคนไว้ ดังนั้นผู้ที่ได้ครอบครองหรือหามาได้ไว้ในครอบครอง จึงเชื่อได้ว่า ต้องเป็นคนที่มีจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ไม่เหมือนคนทั่วไป หากทว่าการได้มาซึ่งการครอบครองนั้น เป็นผลมาจากการได้ทราบประวัติและเจตนาการสร้างที่ชัดเจน
    ศาสนาและศิลปะ ไม่มีขอบเขต ไม่แบ่งเชื้อชาติชนชั้น ผู้เข้าถึงสองสิ่งได้ชื่อว่า ไม่มีอคติคือปราชญ์โดยแท้

  • พระกรุนาดูน หรือ พระกรุพระธาตุนาดูน ที่คนร้ายโจรกรรมไปนั้น เป็นพระที่รู้จักกันกว้างขวางในหมู่นักเล่นพระและ ผู้นิยมสะสมพระเครื่อง โดยแตกกรุในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ ต.นาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ซึ่งกรมศิลปากรร่วมกับราษฎรได้ช่วยกันขุดค้นบูรณะบริเวณท้องนาของชาวบ้าน โดยพบหลักฐานว่าเป็นแหล่งโบราณคดีมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ มีร่องรอยของเมืองโบราณยุคทวารวดี เรียกกันโดยทั่วไปว่า นครจัมปาศรี

    ในการขุดค้นครั้งนั้น มีการพบโบราณวัตถุ ตลอดจน พระพุทธรูปพระพิมพ์ ศิลปะทวารวดี จำนวนมากมายหลายชิ้น ที่สำคัญก็คือพบพระบรมสารีริกธาตุ บรรจุในผอบ ประดิษฐานในองค์พระสถูปทรงระฆังจำลองสูง ๒๔.๔ เซนติ เมตร สามารถถอดแยกได้เป็นสองส่วน ซึ่งต่อมามีการจัดสร้างเป็นองค์พระธาตุนาดูนขึ้น และพบพระพิมพ์ดินเผาที่เป็นส่วนผสมระหว่าง ดิน เหนียว ศิลาแลง แกลบ ทราย และกรวด จำนวนหนึ่ง พระพิมพ์ที่พบส่วนใหญ่ จะแสดงให้เห็นถึงศิลปะทวารวดีอันเป็นรากฐานการเผยแพร่พระพุทธศาสนาคติหินยานในบริเวณสุวรรณภูมิอย่างชัดเจน

    องค์พระส่วนมากจะเป็นพระแผง ซึ่งหมายถึง พระพิมพ์ขนาดเขื่องใหญ่กว่าฝ่ามือ และมีองค์พระพุทธปรากฏอยู่หลายองค์ ศิลปะแสดงให้เห็นอิทธิพลของมอญทวารวดีที่เผยแพร่จากภาคกลางและกระจายตัวอยู่ในแถบภาคอีสาน แสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาอย่างเด่นชัด มีการพบพระพิมพ์ต่างๆ ที่เรียกกันว่า กรุนาดูน ถึง ๔๐ กว่าพิมพ์ บ้างทำเป็นองค์พระพุทธรูปนั่งบนบัลลังก์ ที่เรียกกันว่าพระนั่งเมือง บ้างทำเป็นพระพุทธรูปยืนในลักษณาการตริภังค์ อันหมายถึงการผ่อนคลายอิริยาบถสามส่วน ได้แก่ การหย่อนไหล่ การหย่อนสะโพก และการหย่อนหัวเข่า ปรากฏในรูปพระลีลา

    นอกจากนี้ยังมี พระนาคปรก มีทั้งปรกคู่และปรกเดี่ยว บางครั้งพบว่ามีการนำพระแผงมาตัดให้เล็กลงเหลือเฉพาะองค์ก็มี การพบพระกรุนาดูนในระยะแรกนี้นั้น ปรากฏว่ามีพระจำนวนมากที่ชาวบ้านแห่พากันเข้ามาขุดค้น จึงทำให้พระกรุนาดูนแพร่หลายเข้าสู่วงการพระและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง บางส่วนกรมศิลปากรได้เก็บรวบรวมไว้ และเนื่องจากเห็นว่า ขอนแก่นเป็นจังหวัดใหญ่ และมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่มีความแน่นหนาและมั่นคง จึงเก็บรวบรวมพระนาดูนจำนวนหนึ่งไว้ที่ขอนแก่น แต่แล้วก็มาถูกโจรกรรมชนิดกวาดเกลี้ยงทั้งกรุ สร้างความเสียดายในการสูญเสียสมบัติสำคัญของชาติเป็นอย่างยิ่ง

  • ประวัติ พระครูวิหารกิจจานุการ (หลวงพ่อปาน โสนันโทเถระ)

    ชาติภูมิของโสนันโทเถระ ท่านได้ถือกำเนิดที่ย่านวัดบางนมโค เมื่อวันที่ 16กรกฎาคม 2418 โยมบิดาชื่อ อาจ โยมมารดาชื่อ อิ่ม นามสกุล สุทธาวงศ์ โดยอาชีพทางครองครัว คือ ทำนา สาเหตุที่โยมบิดาขนานนามท่านว่า "ปาน" เนื่องจากท่านมีสัญลักษณ์ ประจำตัวคือปานแดงอยู่ที่นิ้วก้อยมือซ้ายตั้งแต่โคนนิ้วถึงปายนิ้วคล้ายปลอกนิ้ว

    หลวงพ่อปานในวัยเด็ก

    พระมหาวีระ ถาวโร หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านได้เล่าไว้ในหนังสือประวัติหลวงพ่อปานว่า"...ท่าน (หลวงพ่อปาน) บอกว่า สมัยท่านเป็นเด็กอายุสัก 3-4 ขวบ ท่านวิ่งเล่นใต้ถุนบ้าน หลวงพ่อปาน ท่านเป็นคนบางนมโค และเป็นคนตำบลนั้น ไม่ใช่คนที่อื่น เป็นคนที่มีฐานะค่อนข้างจะมั่งคั่งอยู่สักหน่อย สมัยนั้น เขามีทาสกันที่บ้านท่านก็มีทาส ท่านบอกว่า ท่านวิ่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านย่าของท่าน ก็ปรากฏว่าย่าของท่านกำลังป่วยหนัก ใกล้จะตาย เวลานั้นก็เห็นจะเป็นเวลาบ่ายสัก 2-3 โมงกว่า ท่านว่าอย่างนั้นโดยประมาณ คนทุกคนเขามาเยี่ยมย่า พ่อแม่ของท่านก็ไป เมื่อคนทุกคนขึ้นไปแล้วท่านบอก เห็นร้องดังๆ บอก แม่แม่ อรหันนะ อรหัน ภาวนาไว้ อรหัน พระอรหัน จะช่วยแม่ ก็ร้องกันเสียงดังๆ ท่านอยู่ใต้ถุน ท่านยืนฟังเขาว่าอรหันกันทำไม พอท่านสงสัยก็ย่องขึ้นไปที่หน้าบันไดชานเรือนพอท่านขึ้นไปแล้วก็ปรากฏว่า ผู้อยู่เขาเอาปากกรอกไปที่ข้างหูของคุณย่าท่าน บอกแม่ แม่อรหันนะ อรหัน แต่ว่าพอผู้ใหญ่เขามองเห็นท่านเข้าไป เขาก็ไล่ท่านไปเขาจะหาว่า ไอ้เจ้าเด็กมันรุ่มร่าม ท่านก็เลยไปเล่นใต้ถุนบ้านอื่น พอมาถึงตอนเย็นเวลากินข้าว ท่านแม่ก็ป่าวหมู่เทวฤทธิ์คือ เรียกลูกกินข้าว

    เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วท่านแม่ก็จัดกับข้าวมาวางกลาง สำหรับตัวท่านเองเป็นเด็ก เขาเอาข้าวใส่จานมาให้แล้วเอาแกงเผ็ด ท่านบอกว่า ไอ้แกงฉู่ฉี่แห้ง ท่านชอบ เขาใส่มาให้เรียกว่า ไม่ต้องหยิบกับข้าว กินแบบประเภทข้าวราดแกง เวลาที่ท่านกินเข้าไปแล้วมานั่งนึกว่า กับข้าวมันอร่อยถูกใจ ก็เกิดความชุ่มชื่น พอจิตมันนึกขึ้นได้ว่าเอาบอก อรหัง อรหัง นึกถึงคำว่า อรหัง ขึ้นมาได้ ท่านก็เลบปลื้มใจอย่างไรชอบกล เลยเปล่งวาจาออกมาดังๆ ว่า อรหัง อรหัง ว่า 2- 3 คำ

    ท่านแม่ที่มองตาแป๋วลุกพรวดจับชามข้าวที่ท่านถืออยู่วางไว้ จับตัวท่านวางปังออกไปนอกชาน แล้วร้องตะโกนสุดเสียง เอ้า มึงจะตายโหง ตายห่าก็ตายคนเดียว มันจะมาว่าอรหังที่นี่ได้รึ? คำว่า อรหัง พุทโธ นี่คนเขาจะตายเท่านั้นแหละเขาว่ากัน นี่ดันมาว่า อรหังที่นี่ ทำเป็นลางร้ายให้คนอื่นเขาพลอยตายด้วย" ท่านแปลกใจคิดว่า นี่เราว่าดีๆ นี่แม่ดุเสียงเขียวปัด นี่มันเรื่องอะไรกันในเมื่อถูกแม่ดุอย่างนั้น จะขืนว่าอีกก็เกรงไม้เรียว ก็เลยไม่ว่า พอท่านพูดถึงตอนนี้แล้ว ท่านก็หัวเราะบอกว่า คุณแม่ฉันน่ะโง่นะ ไม่ได้ฉลาดหรอก อีตอนใหม่นั้น ตอนฉันมาบวชได้แล้ว อรหันหรือพุทโธนี้ ถ้าใครภาวนาไว้ เป็นวาจาที่กล่าวถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ถ้าใครภาวนาคำนี้ได้ตกนรกไม่ได้...แต่ว่าแม่ของฉันนี่ท่านไม่รู้ ก็เป็นโทษเพราะไม่ได้รับการศึกษา แต่ว่าไม่เป็นหรอก ตอนหลังที่ฉันบวชแล้วนี่นะ ฉันกลับใจแม่ของฉันได้ ฉันแนะนำให้ท่านทราบแล้ว เวลาท่านตายท่านก็ยึดพุทธโธ อรหันเป็นอารมณ์ แต่ไม่ได้ยึดเวลาตาย ฉันให้ท่านว่าทุกวัน....

    สมัยก่อน เมื่อลูกชายมีอายุครบบวช ก็จะทำการอุปสมบท ทางบิดามารดาจะต้องส่งบุตรของตนไปอยู่วัดเพื่อรับการอบรม และท่านขานนาคเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน เป็นอย่างน้อยท่านเองมีความสงสัยในใจว่า เหตุไฉนสตรีเพศจึงดึงดูดบุรุษเพศมากมายนัก ทำให้หลงใหลใฝ่ฝัน ตัวท่านเองก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงมาก่อน จึงคิดว่าจะหาวิธีลองของจริงดูว่าเป็นอย่างไรถ้าดีจริงบวชครบพรรษาจะสึกออกมา ถ้าไม่เป็นจริงตามวิสัยโลกก็จะไม่สึก ที่บ้านของท่านมีคนรับใช้อยู่คนหนึ่ง เรียกกันว่า ทาส ชื่อว่า พี่เขียว อายุประมาณ 25 ปี ตอนกลางวันอยู่ด้วยกันสองคน ท่านเกิดสงสัยเนื้อผู้หญิงขึ้นมา บอกว่าตั้งแต่เกิดมานอกจากเนื้อแม่กับเนื้อพี่แล้ว ไม่เคยจับเนื้อใคร ท่านคิดว่าเนื้อผู้หญิงมันดียังไงผู้ชายถึงได้อยากกันนัก บางทีถึงกับฆ่ากันเลย ก็สงสัยว่าจะบวชแล้วนี่

    ถ้ามันดีจริงแล้วก็จะสึก ถ้าไม่ดีก็จะไม่สึกละ เมื่อคนว่างก็เข้าไปหาพี่เขียว พี่เขียวแกอยู่ในครัวทาส แต่ว่าท่านเรียกพี่ในฐานะที่เขาแก่กว่าตัว ยกมือไหว้บอกว่า "พี่เขียว ขออภัยเถอะ ฉันขอจับเนื้อพี่เขียวดูหน่อยได้ไหมว่า เนื้อผู้หญิงน่ะมันดียังไง เขาถึงชอบกันนัก" พี่เขียวก็แสนดี อนุญาต ท่านก็เลือกจับเนื้อกล้าม เขาเรียกว่า กล้ามเนื้อที่หน้าอก ผู้หญิงนี้มีกล้ามเนื้อพิเศษ อยู่ที่กล้ามเนื้อ 2 กล้ามที่หน้าอก แต่ไม่ได้จับมาหรอก จับตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้ลวนลามไปถึงไหน จับๆ แล้วก็มาจับน่อง เอ๊! มันคล้ายกัน บอกพี่เขียวว่านี่มันคล้ายกันนี่ พี่เขียวแกก็บอกว่าเป็นอย่างนั้นมันก็คล้ายกัน แล้วท่าน ก็ถามพี่เขียวว่า ทำไมผู้ชายเขาถึงชอบเนื้อผู้หญิงนัก ดันไปถามผู้หญิงได้ นี่ว่ากันอย่างเราๆนะ แล้วเขาจะตอบอย่างไร เขาก็บอกไม่รู้เหมือนกัน แล้วท่านก็ยกมือไหว้ขอขมาพี่เขียวบอกว่า "ขอโทษ ที่ขอจับเนื้อนี่ไม่ได้ดูถูกดูหมิ่น อยากจะพิสูจน์เท่านั้นว่ามันดีอย่างไร" เมื่อท่านหมดความสงสัยในใจแล้วก็ตกลงใจว่าจะบวช คราวนี้จะไม่ขอสึกหาลาเพศ ก็สมจริงกังที่ท่านตั้งใจทุกประการ

    สู่ร่มกาสาวพัสตร์

    หลังจากที่โยมมารดาบิดาได้นำท่านมาฝากไว้กับหลวงปู่คล้าย ให้ฝึกหัดขานนาคให้คล่องแคล่วแล้ว ท่านก็ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดบางนมโค เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2438 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม โดยมี หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ้อย วัดบ้านแพ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์อุ่ม วัดสุธาโภชน์ เป็นอนุสาวนาจารย์ มีฉายาว่า "โสนันโท"





    หลวงพ่อปานเรียนวิชา

    หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้วหลวงพ่อปานท่านก็ได้ติดตามพระอุปัชฌาย์คือ หลวงพ่อสุ่น ด้วยความสนใจใคร่ศึกษา เพราะว่าในสมัยนั้นหลวงพ่อสุ่นท่านเป็นพระที่แก่กล้าทางคาถาอาคมและรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อตามไปเล่าเรียนเป็นศิษย์แล้ว หลวงพ่อสุ่นเห็นลักษณะของหลวงพ่อป่านว่ามีลักษณะดี จะได้เป็นครูบาอาจารย์ต่อไป ภายภาคหน้า จึงได้ให้สติหลวงพ่อปานเบื้องต้นในหน่ายกิเสลว่า

    1. อย่าอยากรวย อยากมีลาภได้ ทรัพย์มาแล้วดีใจ ตั้งหน้าสะสมทรัพย์

    2. เป็นอย่างต้นแล้ว เมื่อทรัพย์หมดก็เป็นเหตุให้เสียใจ

    3. อยากมียศฐาบรรดาศักดิ์ ได้นศมาแล้วปลื้มใจ

    4. เมื่อหมดยศไปแล้วก็เสียใจ

    5. ได้รับคำสรรเสริญแล้วยินดี

    6. มีความสุขความเพลิดเพลินในกามารมณ์

    8. เมื่อมีความทุกข์ก็หวั่นไหวท้อแท้ใจ

    จากเพศฆราวาสมาสู่เพศบรรพชิตแล้วอย่าหวังรวย ถ้ารวยแล้วไม่ใช่พระ พระต้องรวยด้วยบุญญาบารมี เงินที่ได้มาอย่าติด จงทำสาธารณประโยชน์เสียให้สิ้น เหลือกินเหลือใช้แต่พอเลี้ยงอาตมาอย่าหวังในยศ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่รับยศไม่ได้แล้ว ก็อย่าเมายศฐาบรรดาศักดิ์ มันเป็นเครื่องถ่วงกิเลส ยศลาภสรรเสริญ ความสุข ในกามารมณ์ มันเป็นตัวกิเลส มันเป็นโลกธรรม ต้องตัดออกให้หมด ถ้าพอใจในสี่สิ่งนี้ก็ไม่ใช่พระ จะพาให้สู่ห้วงนรก จ้องระลึกอยู่เสมอว่า เราบวชเพื่อนิพพาน อย่างที่กล่าวในตอนขออุปสมบทครั้งแรกว่า "นิพพานัสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวังคะ เหตะวา" อันหมายความว่า เราขอรับผ้ากาสาวพัตร์เพื่อให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

    จากนั้นหลวงพ่อสุ่นก็สั่งให้ท่องสวดมนต์ตลอดจนคาถาธาตุทั้งสี่ คือ นะ มะ พะ ทะ ให้ว่า ถอยหลังแล้วเป่า ให้กุญแจหลุด ถ้าเจ้าเป่าหลุดแล้วบอกพ่อ จะให้วิชาต่างๆ ให้หมดไม่ปิดบัง นี่คือการฝึกสมาธิจิตที่หลวงพ่อสุ่นสอนหลวงพ่อปานทางอ้อม คือถ้าจิตไม่มีสมาธิแล้วอย่าหวังเลยว่า ด้วยคาถาเพียงสี่ตัวจะดีกว่าลูกกุญแจได้ หลวงพ่อปานท่านก็มีความอดทน หมั่นฝึกเป่ากุญแจนานเป็นเดือน เป่าเท่าไหร่ก็ไม่หลุด มาหลุดเอาตอนที่ท่านทำใจสบายเป็นสมาธิ นึกถึงคาถาเป่ากุญแจได้ จึงลุกขึ้นมาเป่ากุญแจ คราวนี้กุญแจหลุดหมด ทดลองกับลูกอื่นๆ ก็หลุด เพิ่มกุญแจขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 40 ดอก แขวนไว้บนราว ก็หลุดหมด แล้วจึงทดลองให้หลวงพ่อสุ่นดูจนพอใจ หลังจากนั้นหลวงพ่อสุ่นก็สอนวิปัสสนาให้แก่หลวงพ่อปาน ตั้งแต่ชั้นต้นจนถึงที่สุด ด้วยความเมตตา หลวงพ่อปานในตอนท้ายว่า เมื่อมีฤทธิ์แล้วอย่าแสดงให้คนอื่นเขาเห็นเป็นการอวดดี จะเป็นโทษตามที่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้

    จบจากวิปัสสนาแล้วหลวงพ่อสุ่นยังได้ถ่ายทอดวิชาแพทย์แผนโบราณให้ ซึ่งหลวงพ่อปานก็ได้อาศัยใช้ช่วยชีวิตผู้ได้รับทุกข์ทรมานให้หายมามากต่อมาก จนท่านได้ชื่อว่าเป็น "พระหมอ" หลวงพ่อสุ่น สอนว่า "การเป็นหมอนั้น บังคับไม่ได้ให้คนตายไม่ได้หมอเป็นเพียงช่วยระงับทุกข์เวทนาเท่านั้น" จากนั้นหลวงพ่อสุ่นก็ถ่ายทอดกสิณต่างๆ ให้หลวงพ่อปานจนกระทั่งสิ้นความรู้

  • ขึ้นชื่อว่า "พระกริ่ง" ทุกคนมักจะเข้าใจว่าต้องเป็นพระเนื้อโลหะ ด้านในกลวง เมื่อเขย่าแล้วจะเกิดเสียง ซึ่งโดยทั่วไปก็มักจะเป็นเช่นนั้น ตามตำราพระกริ่งที่มีแต่โบร่ำโบราณ แต่พระกริ่งที่ "พันธุ์แท้พระเครื่อง" จะนำมากล่าวถึงในฉบับนี้ เป็นพระกริ่งที่แปลกแตกต่างจากพระกริ่งอื่นๆ นั่นคือ "พระกริ่งคลองตะเคียน" พระกรุเก่าแก่ของเมืองกรุงเก่าหรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับผม พระกริ่งคลองตะเคียน จะเป็นพระเนื้อดินที่ผสมผงใบลาน ว่านร้อยแปด มวลสารศักดิ์สิทธิ์และเกสรดอกไม้มงคล ไม่ใช่พระเนื้อโลหะเช่นพระกริ่งโดยทั่วๆ ไป แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของพระกริ่งคือ พระทุกองค์จะต้องเจาะกลวงและบรรจุเม็ดกริ่งเข้าไป เวลาเขย่าจะมีเสียงดัง พระกริ่งคลองตะเคียน มีพุทธคุณสูงมาก เด่นด้านคงกระพันชาตรี นับเป็นสุดยอดพระเครื่องเมืองกรุงเก่าเลยทีเดียว



    ประวัติพระกริ่งคลองตะเคียน แหล่งกำเนิดของพระกริ่งคลองตะเคียนอยู่ที่บริเวณตำบลคลองตะเคียนโดยกระจาย อยู่ทั่วไป และบริเวณวัดประดู่ เข้าใจว่าที่เรียกขานว่า "พระกริ่ง" คงเป็นด้วยลักษณะขององค์พระซึ่งเมื่อเขย่าแล้วเกิดเสียงดัง ส่วนคำว่า "คลองตะเคียน" คือแหล่งกำเนิดที่พบองค์พระครั้งแรกนั่นเอง พระกริ่งคลองตะเคียน อยุธยา ด้วยมวลสารที่ผสมเป็นองค์พระมีผงใบลานเผาผสมอยู่ด้วย จึงทำให้เนื้อขององค์พระออกสีดำมัน และดูจากพุทธลักษณะขององค์พระสันนิษ ฐานว่าน่าจะเป็นพระในสมัยอยุธยายุคปลายๆ ซึ่งสร้างโดยพระเกจิผู้เรืองวิทยาอาคม ทั้งยังเป็นการสร้างโดยพระเกจิรูปเดียวอีกด้วย เนื่องจากลายมือในการจารยันต์อักขระเป็นลายมือเดียวกัน

    พระกริ่งคลองตะเคียน มีพุทธลักษณะองค์พระประธานประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย เหนืออาสนะฐานสูง ภายใต้ต้นโพธิ์ มีใบโพธิ์ปกคลุมเป็นร่มเงาคล้ายๆ กับพระคงลำพูน มียอดเป็นปลีสูง พระพักตร์กลมนูนไม่ปรากฏรายละเอียด ส่วนด้านหลังเป็นหลังอูม และมียันต์อักขระจาร บางองค์ก็สร้างเป็นองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ทุกองค์จะต้องมีอักขระจารอยู่ทั้งสิ้น พระกริ่งคลองตะเคียน สามารถแบ่งแยกสีได้ 3 สี คือ สีดำ สีเขียวอมเทา และสีเหลืองอมเขียว พระกริ่งคลองตะเคียนมีทั้งหมด 4 พิมพ์ คือ
    พระกริ่งคลองตะเคียน พิมพ์หน้าใหญ่ไหล่ยก
    พระกริ่งคลองตะเคียน พิมพ์สองหน้า
    พระกริ่งคลองตะเคียน พิมพ์หน้าเล็ก
    พระกริ่งคลองตะเคียน พิมพ์พระปิดตา

    พระกริ่งคลองตะเคียนมีพุทธคุณเป็นเลิศในด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี โดยเฉพาะเรื่องเขี้ยวงานั้นถือว่าสุดยอด จนโบราณาจารย์มีคำกล่าวเปรียบเปรยถึง พระกริ่งคลองตะเคียนไว้ว่า "หน้าใหญ่ ไหล่ยก อกต่ำ ผิวดำสนิท กันเขี้ยวขออสรพิษ ต้องคลองตะเคียน" พระกริ่งคลองตะเคียน ปัจจุบันนับเป็นพระเก่าแก่ที่มีความงดงาม และเป็นพระยอดนิยมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกพิมพ์หนึ่ง ที่เป็นที่นิยมและแสวงหาอย่างกว้างขวางในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่อง และค่อนข้างหาดูหาเช่ายาก

  • ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน นักเลงพระคนใดห้อยพระปรุหนัง อยุธยา ใคร ๆ เห็นต่างก็ซูฮกยกย่องเพราะเป็น 'พระหลัก' ของวงการฯสมัยนั้นมีค่านิยมสูงและพุทธคุณแน่นอนเชื่อถือได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านป้องกันลูกตะกั่ว หรือไข้โป้ง ได้ผลชะงักนัก พระปรุหนัง อยุธยา เป็นพระพิมพ์ที่ 'เลิศ' ด้วยศิลปสมัยอยุธยา มีความวิจิตรตระการตา ด้วยจินตนาการประติมากรรมสกุลช่าง ชาวอโยธยา ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดของสงครามที่คุกกรุ่นมาโดยตลอด สันนิษฐานว่า สร้างเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 1915 ยุคสมัยอยุธยาตอนต้น หรือ 600 ปีก่อน ที่มาแห่งชื่อ 'ปรุหนัง' ด้วย พระปรุหนัง เป็นพระพิมพ์แบบฉลุเน้นพุทธลักษณะและรายละเอียดต่าง ๆ คล้ายกับการฉลุปรุโปร่งตัวละคร หนังตะลุง นักเลงพระยุคเก่าจึงขนานนามพระพิมพ์นี้ว่า 'ปรุหนัง' และเรียกขานกันมาจนทุกวันนี้ พระประหนัง อยุธยา รูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดกว้างประมาณ 4 ซ.ม. และสูงประมาณ 5 ซ.ม. ตรงกลางเป็นองค์พระพุทธประทับนั่งปางมารวิชัยขัดสมาธิราบเหนืออาสนฐานบัว 2 ชั้น รอบข้าง และเหนือองค์พระเป็นซุ้มเรือนแก้ว ประทับลวดลายช่อชัยพฤกษ์ ด้านข้างซ้ายและขวาขององค์พระดังกล่าว เป็นองค์พระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร ซึ่งเป็นพระอัคสาวกยืนพนมมือ รายละเอียดและพุทธลักษณะต่างๆ เน้นชัดเจนมาก ทั้งนี้เพราะฉลุพื้นผนังจนโปร่งใส แต่ในบางองค์เทหล่อแบบทึบตันทั้งองค์ก็มี ซึ่งพบเห็นน้อยมาก ๆ พระปรุหนัง อยุธยา เท่าที่พบและเล่นหากันเป็นแบบมาตรฐานสากล มีอยู่ทั้งหมด 5 พิมพ์ด้วยกัน ดังนี้ พิมพ์บัวเป็ด เป็นพิมพ์ที่ได้รับความ 'นิยม' สูงที่สุด พิมพ์บัวก้างปลา ซึ่งได้แยกได้อีก เป็น 2 แบบ คือ บัวถี่ และบัวห่าง พิมพ์บัวกลีบ แบบขนมต้ม พิมพ์ลีลา พิมพ์เดี่ยว เนื้อเท่าที่พบก็มี เนื้อชินเงิน ซึ่งมีทั้งผิวสนิทดำ และผิวปรอทสีขาว, เนื้อชินปนตะกั่วหรือที่เรียกกันว่า 'ชินสังฆวานร' มีความอ่อนตัวปิดงอได้เล็กน้อย และเนื้อดินเผา ซึ่งเนื้อดินเผานั้นไม่ได้รับความ 'นิยม'เพราะจำนวนพระขึ้นจากกรุไม่มากนักประกอบกับพระที่สร้างในชั้นหลัง หรือพระยุคหลังล้อพิมพ์สมัยมีมาก แตกกรุ พระปรุหนัง อยุธยา แตกกรุปรากฏโฉมเป็นปฐม เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2440 ที่กรุวัดพุทไธสวรรค์ แต่มีจำนวนไม่มากนักแค่หลัก 'สิบ' เท่านั้น ต่อมาได้พบอีกที่ กรุวัดพระศรีสรรญเพชญ์ และกรุวัดมหาธาตุ ปี 95 จำนวนน้อยเช่นกัน และส่วนใหญ่ชำรุดผุกร่อนเนื่องจากพระบรรจุในกรุสถานที่แวดล้อมน้ำท่วมถึง ซึ่งในช่วงนั้น พระปรุหนัง ไม่เป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันอย่างกว้างขวางในแวดวงพระเครื่องเท่าใดนัก จนกระทั่งพระปรุหนังแตกกรุอีกหลาย ๆ ครั้งที่กรุวัดชนะสงคราม, กรุวัดราชบูรณะทั้งอย่างไม่เป็นทางการ และเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2500 และครั้งสุดท้ายพบที่ กรุวัดปราสาท เมื่อปี พ.ศ. 2506 ทั้ง 3 กรุดังกล่าว พบพระปรุหนังพิมพ์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ชื่อเสียง 'พระปรุหนัง'ก็เริ่มโด่งดังขจรขจายไปทั่ววงการพระเครื่องในแง่ศิลปสมัย จนเป็นที่นิยมแสวงหา และมีประสบการณ์อิทธิปาฏิหาริย์ในที่สุด เนื้อพระ พระปรุหนังถ้าเป็นเนื้อชินปนตะกั่วหรือชินสังฆวานร ผิวสีดำอมเทา มีคราบไขขาวเกาะบาง ๆ เป็นหย่อม ๆ ตามซอกมุม เนื้อชนิดนี้มีความอ่อนตัวบิดงอได้เล็กน้อย แต่ไม่เปราะหักง่าย เพราะมีความเหนียวแฝงความอ่อนนุ่ม ส่วนเนื้อชินเงินสามารถแยกออกเป็นแบบผิวสนิมดำและผิวปรอท ผิวสนิมดำนั้นเนื้อจะผุกร่อน เป็นขุยเกล็ด และเนื้อระเบิดแตกปริปะทุ ออกมาหรือที่เรียกกันว่า สนิมตีนกา และสนิมเกล็ดกระดี่ นั่นเอง ยิ่งในองค์ที่อยู่ใต้พื้นกรุเนื้อพระจะยิ่งผุกร่อน และระเบิดจนชำรุดยากต่อการรักษาสภาพ ผิวปรอท นั้นก็เหมือนกับพระพิมพ์กรุราชบูรณะ ที่พบเห็นกันบ่อย ๆ นั่นเหละ มีคราบปรอทสีขาวฉาบผิวโดยทั่วไปแต่ก็จะมีผิวสนิมดำ เป็นผื่นตามมุมต่าง ๆ เนื้อผิวชนิดนี้ถึงแม้ว่าจะ 'แข็ง' แต่มักจะมี รอยร้าว คล้ายกับ 'ชำรุด' ที่ด้านหลัง พระปรุหนังที่สภาพสมบูรณ์และรับรางวัลชนะเลิศการประกวด มักจะเป็นเนื้อชินเงินผิวปรอท เพราะสามารถรักษาและคงไว้ซึ่งสภาพเดิมมากที่สุด พระปรุหนัง อยุธยา วงการพระเครื่องแยกออกเป็น กรุเก่า และกรุใหม่ ซึ่งค่าความนิยมไม่ว่ากรุเก่าหรือกรุใหม่ ไม่ได้ มีบทบาทต่อ 'ราคา' ค่านิยมแต่อย่างใดขอเพียง 'สวย' และ 'สมบูรณ์' กรุไหนไม่สำคัญ พระกรุเก่า หมายถึง พระที่พบในช่วงแรก ๆ เช่นกรุวัดพุทไธสวรรค์ , กรุวัดศรีสรรญเพชญ์ และกรุวัดมหาธาตุ ซึ่งจะสังเกตได้จากเนื้อพระจะเป็นเนื้อชินปนตะกั่วมีความเก่าคร่ำ และผ่านการใช้สมบุกสมบันมาอย่างโชกโชน เช่นมีรอยถักลวดเป็นต้น พระกรุใหม่ หมายถึง พระที่พบในช่วงหลัง ๆ เช่นกรุวัดชนะสงคราม, กรุวัดราชบูรณะ และกรุวัดปราสาท เนื้อพระส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อชินเงิน มีทั้งผิวสนิมดำ และผิวปรอท สภาพความสมบูรณ์ดีเยี่ยม พระปรุหนัง อยุธยา ไม่ว่ากรุใดก็ตาม มิใช่ว่าจะเป็นแบบ ' ฉลุโปร่งเน้นรายละเอียด' เท่านั้น ชนิดแบบตันทั้งองค์ หรือตันเป็นบางส่วน บางแห่งก็มี แต่เป็นจำนวนน้อย และมักจะเป็นของ กรุวัดปราสาท ความนิยม ด้วยพระปรุหนัง เป็นพระที่ฉลุโปร่ง เน้นรายละเอียดดังที่กล่าวมาแล้วทำให้พระเป็นจำนวนมาก 'ชำรุด' ซึ่งมีทั้งชำรุดมาแต่เดิมตอนสร้างก็มี! ชำรุดจากภายในกรุก็มาก! และชำรุดภายหลังจากแตกกรุโดยการห้อยบูชาก็เยอะ!! ที่ว่า ชำรุดมาแต่เดิมตอนสร้างนั้น หมายถึงรายละเอียดต่างๆ ตอนเทหล่อสร้างพระติดไม่เต็มพิมพ์ หรืออาจจะเป็นเพราะปริมาณเนื้อที่เทหล่อ ไม่มากพอ ทำให้พระไม่สมบูรณ์ยกตัวอย่างเช่น พระปรุหนังบางองค์พระเศียรขององค์พระโมคคัลลาน์หรือองค์พระสารีบุตรไม่มี เป็นต้น จึงถือว่าเป็นพระไม่สมบูรณ์ในความคิดของนักเลงพระทั้งหลาย และบางคนถึงกับมีคติไม่เช่าพระลักษณะดังกล่าวโดยเชื่อว่าไม่เป็นมงคล ส่วนที่ว่า ชำรุดภายในกรุ นั้นหมายถึง พระบางองค์บรรจุอยู่ใต้พื้นกรุ ซึ่งมีความชื้นแฉะ ทำให้บังเกิดสนิมกัดกินจนผุกร่อนยังผลให้รายละเอียดองค์พระชำรุดหายไป เช่นซุ้มเรือนแก้ว และลวดลายประดับต่าง ๆ ระเบิดหายไป สำหรับทีว่า ชำรุดภายหลังแตกกรุ หมายถึง การห้อยบูชาพระปรุหนังในสมัยก่อนนิยมถักลวดห้อยคอ หรือนำพระอัดตัดกับแผ่นไม้บางๆ แล้วพกพาติดตัวโดนกระทบกระแทกพระย่อมชำรุดไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตาม พระชำรุด จะด้วยสาเหตุอันใดดังกล่าว มีผลต่อการเช่าหาและค่านิยมของพระปรุหนังอย่างยิ่ง ถ้าเป็น พระที่สมบูรณ์ ราคาหนีไม่พ้นหลัก 'หมื่น' แน่นอน แต่ถ้า ชำรุดราคาก็จะลดหลั่นเหลือเพียงแค่หลัก 'พัน' เท่านั้น สำหรับพระปรุหนัง พิมพ์ที่นิยมและมีราคาแพงที่สุดก็คือ พิมพ์บัวเบ็ด รองลงมาก็พิมพ์บัวก้างปลา,พิมพ์บัวกลีบ ศิลปขนมต้ม และพิมพ์เดี่ยว ส่วน พิมพ์ลีลา นั้นหายากมากๆ ราคาเช่าหาไม่แน่นอน พระปรุหนังนอกจากจะเป็นพระพิมพ์ที่มีศิลปวิจิตรตระการตาแล้วยังเป็นพระที่มีประสบการณ์อิทธิปาฏิหาริย์มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านมหาอุด และคงกระพันชาตรี เป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมามิรู้ลืม ฉะนั้นท่านที่ชอบพระบู๊ หรือพระเหนียว ไม่ควรมองข้าม พระปรุหนังเป็นอันขาด

  • ประวัติ หลวงปู่สรวง (เทวดาเล่นดิน)

    เรื่องราวของหลวงปู่สรวง พระอริยะสงฆ์ผู้พิสดารที่อยู่เหนือกาลเวลา ได้มีผู้เคยถาม หลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต วัดชลประทานราชดำริ ว่า หลวงปู่รู้จัก หลวงปู่สรวง แห่งท้องทุ่งศรีสะเกษ หรือเปล่าครับ? หลวงปู่ฤทธิ์ ท่านบอกว่ารู้จัก และรู้จักมานานแล้ว เมื่อ คราวที่หลวงปู่ฤทธิ์ ทำบุญวางศิลาฤกษ์ สร้างศาลาการเปรียญหลังใหญ่ ที่วัดชลประทานราชดำริ หลวงปู่สรวงท่านก็มา เวลาท่านมาท่านก็มาของท่านเองไม่รู้ว่าท่านมาเมื่อไหร่ มารู้อีกทีก็เมื่อตอนที่เห็นท่าน เวลาท่านจะไปท่านก็ไปท่านเดินออกไปทางป่าด้านโน้น อยู่ด้านหน้าศาลาเป็นป่ากว้างมีน้ำท่วมขังเล็กน้อย ท่านเดินตรงไปแต่พอมองออกไปจะเห็นฝูงสัตว์เดินตามท่านเป็นพรวนแล้วสักพักท่านก็หายไป หลวงปู่ฤทธิ์ ท่านยังได้พูดว่า เรื่อง หลวงปู่สรวงพูดไปแล้วก็เหมือนกับนิยาย เป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ท่านก็มีตัวตนจริง เมื่อหลายสิบปีก่อน ได้พบเห็นท่านอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็เห็นท่านเหมือนเดิม ตัวของหลวงพ่อเองนี่ซิแก่ลงไปทุกวันทุกปีนี่ก็อายุ82 แล้วแต่หลวงปู่สรวง ท่านก็อยู่ของท่านอย่างนั้น ส่วนเรื่องอายุของ หลวงปู่สรวงนั้น หลวงปู่ฤทธิ์ท่านก็บอกว่า ท่านไม่รู้เหมือนกันว่าเท่าไหร่?....

    สถานที่จำวัด เมื่อตอนที่พบ หลวงปู่สรวงก็คือ กระท่อมเฝ้านากลางท้องทุ่งริมถนนหมู่บ้านละลม-สะเดา ชายแดนด้านเขมร เป็นกระท่อมยกพื้นสูงมุงหลังคาด้วยไม้กระดานเก่าๆ กันลมกันฝนไม่ค่อยได้ ในวันนั้นหลวงปู่สรวงท่านนอนอยู่ในกระท่อม มีชายชราผมขาวนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ คอยบีบนวดให้หลวงปู่สรวง นอกกระท่อมมีชายหญิงชาวบ้าน 4-5 คนนั่งคุยกันอยู่เป็นชาวบ้านย่านนั้น ข้างฝากระท่อมมีว่าวจุฬาตัวใหญ่เหน็บข้างฝาอยู่ 1 ตัว มีเตาเล็กๆ แลและหม้อหุ้งข้าวเก่าๆวางอยู่ 1 ชุด และก็มีถังใส่น้ำขุ่นๆเข้าใจว่าจะตักมาจากหนองน้ำกลางทุ่งที่อยู่ใกล้ ๆ หน้ากระท่อมหลวงปู่สรวงมีแคร่ไม้ยาว สำหรับนั่ง พวกเราทุกคนเข้าไปกราบท่าน ท่านก็ลุกขึ้นมาแต่ท่านไม่พูดจาอะไร ในปากของท่าน ก็เคี้ยวใบพลูสดอยู่ตลอดเวลา มีพวกผมคนหนึ่งถามท่านว่า หลวงปู่อายุเท่าไรแล้ว ท่านก็ตอบเป็นภาษาส่วย ซึ่งผมเองและเพื่อนที่ไปจากกรุงเทพ ก็ฟังไม่เข้าใจ แต่พรรคพวกที่ศรีสะเกษแปลว่าให้ฟังว่า เรื่องของอดีตลืมไปหมดแล้ว ชื่ออะไรก็จำไม่ได้ เขาเรียกว่าปู่สรวง ก็ปู่สรวง ชื่อเสียงมันก็ไม่ใช่ตัวของเราจะเรียกยังไงก็ได้ ถ้ามาคิดกันอีกแง่นึงก็เหมือนกับว่า ท่านได้สอนธรรมะชั้นสูงให้กับพวกเราให้รู้ว่า ให้มีแต่ปัจจุบันเพราะสิ่งทั้งหลายมันผ่านไปแล้ว มันเป็นเรื่อง สมมุติทั้งนั้น....

    ว่าวจุฬาตัวใหญ่ที่เหน็บ ไว้ที่ข้างฝากระต๊อบก็เป็นสิ่งที่สะดุดใจของคณะพวกผม จึงไต่ถาม ชาวบ้านที่มาเฝ้าดูแลท่าน ชาวบ้านบอกว่า หลวงปู่สรวง ท่านชอบเล่นว่าว และชอบดูเขาตีไก่ชนกัน ตอนหน้าแล้งชาวบ้านทั่งเด็กและผู้ใหญ่จะไปเล่นว่าวกันที่กลางทุ่ง หลวงปู่สรวงท่านจะนั่งดูยิ้มหัวเราะด้วยความชอบอกชอบใจ บางคนยังเล่าว่า บางครั้งหลวงปู่สรวงท่านหายไปว่าวตัวที่เหน็บอยู่ก็หายไปด้วย เมื่อเห็นว่าเหน็บอยู่ที่กระต๊อบนั่นก็คือหลวงปู่ท่านต้องอยู่ที่กระต๊อบอย่างแน่นอน ผมก็เลยถามว่าเวลาหลวงปู่สรวงท่านออกไปไหนทำไมคนที่เฝ้าอยู่ไม่รู้ ? พวกเขาบอกว่ามาดูแลท่านเฉพาะตอนกลางวัน พอกลางคืนต่างคนก็กลับบ้านในกระต๊อบก็จะมีหลวงปู่สรวงท่านอยู่รูปเดียว เมื่อท่านหายไปไหนจึงไม่มีใครรู้ ชาวบ้านในกลุ่มที่เล่าบางคนถึงกับบอกว่า ท่านบินไปพร้อมกับว่าว

    ส่วนเรื่องที่ท่านชอบดูเขาตีไก่ชนนั้นก็เป็นเรื่องจริง เพราะมีบ่อยครั้งที่ที่มีการตีไก่จะเห็นหลวงปู่สรวงไปนั่งดูอยู่ด้วย และท่านก็จะหัวเราะชอบใจตบมือตบไม้เชียร์ไก่ก็ยังมี การที่มีผู้คนส่วนใหญ่ไปหาท่านมักจะเป็น เรื่องของตัวเลข เพื่อเอาไปแทงหวย ยิ่งใกล้วันที่หวยออกจะมีรถราหลายสิบคันไปจอดเรียงรายอยู่ใกล้ๆกระต๊อบที่ท่านจำวัด ถ้าใครได้ยินหรือได้ฟังว่าหลวงปู่สรวงทำอะไรออกมาเป็นตัวเลข พวกเขาก็จะคิดกันไปต่างๆนาๆบางคนก็ถูกบางคนก็ไม่ถูก มีคนเล่าให้ฟังว่า คนที่ถูกหวยได้เงินจำนวนมากๆ หลายรายนำเงินสดไปถวายท่าน ท่านก็หยิบขึ้นมาดูแล้วก็โยนเข้ารกเข้าพงไปทั้งปึก คนที่เห็นเหตุการณ์ ก็เข้าไปหาแต่ก็หาไม่พบทั้งๆที่เงินจำนวนไม่ใช่น้อยและบางครั้ง ก็มีผู้นำเงินไปถวายท่านเวลาที่เขากลับหลวงปู่สรวงท่านก็ขออาศัยรถเขาไปด้วยเมื่อรถแล่นไปตามถนนที่มีผู้คนมากๆหลวงปู่สรวง ท่านก็จะเอาเงินที่พวกเขาถวายออกมาโปรยไปตาม

    ถนนที่รถวิ่งให้กับผู้คนที่ยากจน นับเป็นที่ร่ำรือและฮือฮากันมากสมัยที่มีสงครามช่วงชิงอำนาจของเขมรยังรุ่นแรงอยู่ ก็มีผู้คนอพยพมาตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมาก มีคนเล่าว่าหลวงปู่สรวงท่านจะเปลี่ยนเป็นนุ่งขาวห่มขาวออกไปรับผู้ที่อพยพเข้ามาทางชายแดนจุดใดที่ท่านออกไปรับผู้ที่อพยพก็มักจะปลอดภัยจากปืนใหญ่และการติดตาม ของทหารเขมร บางวันหลวงปู่สรวงท่านก็จะเอาผ้าสีขาวปักเป็นธงไว้ในที่สูงให้เห็นกันอย่างชัดเจน ชาวเขมรที่อพยพก็จะไปอยู่กันตรงที่หลวงปู่สรวง ปักธงสีขาวเอาไว้ วันนั้นถ้า จะมีปืนใหญ่ถล่ม ยิงมาตามแนวชายแดน ผู้คนที่อพยพมาอยู่ตรงที่หลวงปู่สรวงปักผ้าขาวเอาไว้ก็จะปลอดภัยจากลูกกระสุนปืนใหญ่ภายหลังจากที่สงครามการช่วงชิง อำนาจของเขมรสิ้นสุดลง หลวงปู่สรวงท่านก็พักอยู่ที่กระต๊อบเฝ้านาด้านชายแดนเขมรแถว อำเภอ ขุขันธ์ เวลากลางวันก็มีชาวบ้านแถวนั้นมาคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้ท่าน เวลากลางคืนหลวงปู่สรวงก็อยู่ของท่านรูปเดียว บางครั้งท่านก็จะหายไปนานๆ ท่านถึงจะกลับมา

    เมื่อมีผู้คนเดินทางไปหาท่านเขาก็จะถามร้านตรงที่อยู่ตรงปากทางเข้าบ้านละลม-สะเดา ว่าหลวงปู่อยู่ หรือไม่? ถ้าหลวงปู่สรวงอยู่เขาก็จะบอกว่า ท่านกลับมาแล้วเมื่อคืนนี้ แล้วต่างก็เข้าไปหาท่านที่กระต๊อบเฝ้านา ไม่แห่งใดก็แห่งหนึ่ง ในท้องทุ่งนั้นเคยมีผู้นิมนต์ท่านไปเจิม ร้านวันเปิดร้านทำบุญขึ้นบ้านใหม่ก็มีอย่างปั๊ม ปตท. ปากทางเข้า อำเภอ ขุขันธ์ ที่พวกเราแวะเติมน้ำมันรถและรับประทานอาหารกลางวัน ก็ได้พบรูปหลวงปู่สรวงติดไว้ในร้านทั้งยังมีข้อความใต้ภาพว่า “ หลวงปู่สรวง อายุ 500 ปี จำวัดทั่วจักรวาล” ทางเจ้าของร้านได้นิมนต์หลวงปู่สรวงท่านมาเปิดร้านให้ ปั๊มก็เจริญมาตลอดจนเป็นปั๊มใหญ่ดังที่ได้เห็นอยู่ทุกวันนี้

    เรื่องของการเปิดป้ายร้านค้า ชาวบ้านผู้หนึ่งที่ได้เฝ้าดูแลหลวงปู่สรวงอยู่เล่าให้ผมฟังว่า มีร้านค้าเปิดใหม่แถวนั้นได้นิมนต์หลวงปู่สรวงเปิดร้าน พอท่านสวดมนต์และฉันอาหารเสร็จท่านก็เดินออกมาหน้าร้านด้านนอกถลกจีวรยืนฉีที่หน้าร้าน เจ้าของร้านรู้ทันจึงได้เข้าไปเอามือรองฉี่ของท่านสะบัดไปทั่วหน้าร้าน เจ้าของร้านที่เอามือรองฉี่เล่าให้ฟังภายหลังว่าฉี่ของหลวงปู่สรวงแทนที่จะร้อนหรืออุ่นๆ ที่มือฉี่ของท่านกลับเย็นเหมือนน้ำแข้งและเมื่อหวยออกงวดนั้น หมายเลขร้านค้า ดังกล่าวตรงกับเลขของหวยที่ออกพอดี หลายคนที่อยู่ในที่นั้นเลยถือโอกาสรวยไปตามๆกัน บางรายได้นิมนต์ท่านสวดมนต์เย็นขึ้นบ้านใหม่ร่วมกับพระสงฆ์ที่มาจากที่อื่น

    เมื่อสวดมนต์เสร็จแล้วหลวงปู่สรวง ท่านจะลุกมาที่กลางบ้านนั่งถ่ายหนักอย่างหน้าตาเฉย ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านก็จะรู้ทันรีบเอามือละเลงอึของท่านจนทั่วบ้าน เพราะเขารู้กันว่าอึของท่านไม่เหม็นแต่มีกลิ่นหอมคล้ายๆน้ำผึ้ง พฤติกรรมแปลกของหลวงปู่สรวง บางคนที่ไม่รู้ก็หาว่าท่านบ้าๆบอๆบางคนก็เห็นว่าท่านอยู่เหนือโลก บางคนเล่าให้ฟังอีกว่า ถ้าหลวงปู่สรวง ท่านจะไปไหนในเวลากลางวันท่านก็จะขอโดยสารรถไปดื้อๆ และก็ไม่มีรถคันไหนปฏิเสธท่าน ถ้ารถคันใดปฏิเสธท่านไม่ยอมให้ท่านไป รถคันนั้นก็จะขัดข้องเครื่องยนต์ก็จะดับบ้างติดบ้างหรือไม่ก็ยางแตกขับไปไหนไม่ได้ ดังนั้นเวลาท่านต้องการที่จะโดยสารรถคันไหนไปจึงไม่มีใครที่จะกล้าปฏิเสธ บางรายก็บอกว่าเมื่อท่านนั่งรถไปแล้วก็จะให้คนขับๆไปเรื่อยๆ ถ้าท่านให้หยุดส่งท่านตรงไหนท่านก็จะลงตรงนั้นแล้วท่านก็จะเดินหายไปเฉยๆ ไม่มีใครรู้ว่าท่านไปทำอะไรที่ไหน บางคนก็บอกว่าท่านกลับไปจำวัดที่กระต๊อบเฝ้านากลางทุ่งละลม-สะเดา แต่บางครั้งท่านก็จะหายไปนานๆ หลายๆวันแต่ก็ไม่มีใครทราบว่าท่านไปไหน จึงมีบางคนที่ถามท่านว่าท่านไปไหน ท่านก็ไม่ตอบ
Visitors: 1,198,596