พระปรุหนัง

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน นักเลงพระคนใดห้อยพระปรุหนัง อยุธยา ใคร ๆ เห็นต่างก็ซูฮกยกย่องเพราะเป็น 'พระหลัก' ของวงการฯสมัยนั้นมีค่านิยมสูงและพุทธคุณแน่นอนเชื่อถือได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านป้องกันลูกตะกั่ว หรือไข้โป้ง ได้ผลชะงักนัก พระปรุหนัง อยุธยา เป็นพระพิมพ์ที่ 'เลิศ' ด้วยศิลปสมัยอยุธยา มีความวิจิตรตระการตา ด้วยจินตนาการประติมากรรมสกุลช่าง ชาวอโยธยา ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดของสงครามที่คุกกรุ่นมาโดยตลอด สันนิษฐานว่า สร้างเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 1915 ยุคสมัยอยุธยาตอนต้น หรือ 600 ปีก่อน ที่มาแห่งชื่อ 'ปรุหนัง' ด้วย พระปรุหนัง เป็นพระพิมพ์แบบฉลุเน้นพุทธลักษณะและรายละเอียดต่าง ๆ คล้ายกับการฉลุปรุโปร่งตัวละคร หนังตะลุง นักเลงพระยุคเก่าจึงขนานนามพระพิมพ์นี้ว่า 'ปรุหนัง' และเรียกขานกันมาจนทุกวันนี้ พระประหนัง อยุธยา รูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดกว้างประมาณ 4 ซ.ม. และสูงประมาณ 5 ซ.ม. ตรงกลางเป็นองค์พระพุทธประทับนั่งปางมารวิชัยขัดสมาธิราบเหนืออาสนฐานบัว 2 ชั้น รอบข้าง และเหนือองค์พระเป็นซุ้มเรือนแก้ว ประทับลวดลายช่อชัยพฤกษ์ ด้านข้างซ้ายและขวาขององค์พระดังกล่าว เป็นองค์พระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร ซึ่งเป็นพระอัคสาวกยืนพนมมือ รายละเอียดและพุทธลักษณะต่างๆ เน้นชัดเจนมาก ทั้งนี้เพราะฉลุพื้นผนังจนโปร่งใส แต่ในบางองค์เทหล่อแบบทึบตันทั้งองค์ก็มี ซึ่งพบเห็นน้อยมาก ๆ พระปรุหนัง อยุธยา เท่าที่พบและเล่นหากันเป็นแบบมาตรฐานสากล มีอยู่ทั้งหมด 5 พิมพ์ด้วยกัน ดังนี้ พิมพ์บัวเป็ด เป็นพิมพ์ที่ได้รับความ 'นิยม' สูงที่สุด พิมพ์บัวก้างปลา ซึ่งได้แยกได้อีก เป็น 2 แบบ คือ บัวถี่ และบัวห่าง พิมพ์บัวกลีบ แบบขนมต้ม พิมพ์ลีลา พิมพ์เดี่ยว เนื้อเท่าที่พบก็มี เนื้อชินเงิน ซึ่งมีทั้งผิวสนิทดำ และผิวปรอทสีขาว, เนื้อชินปนตะกั่วหรือที่เรียกกันว่า 'ชินสังฆวานร' มีความอ่อนตัวปิดงอได้เล็กน้อย และเนื้อดินเผา ซึ่งเนื้อดินเผานั้นไม่ได้รับความ 'นิยม'เพราะจำนวนพระขึ้นจากกรุไม่มากนักประกอบกับพระที่สร้างในชั้นหลัง หรือพระยุคหลังล้อพิมพ์สมัยมีมาก แตกกรุ พระปรุหนัง อยุธยา แตกกรุปรากฏโฉมเป็นปฐม เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2440 ที่กรุวัดพุทไธสวรรค์ แต่มีจำนวนไม่มากนักแค่หลัก 'สิบ' เท่านั้น ต่อมาได้พบอีกที่ กรุวัดพระศรีสรรญเพชญ์ และกรุวัดมหาธาตุ ปี 95 จำนวนน้อยเช่นกัน และส่วนใหญ่ชำรุดผุกร่อนเนื่องจากพระบรรจุในกรุสถานที่แวดล้อมน้ำท่วมถึง ซึ่งในช่วงนั้น พระปรุหนัง ไม่เป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันอย่างกว้างขวางในแวดวงพระเครื่องเท่าใดนัก จนกระทั่งพระปรุหนังแตกกรุอีกหลาย ๆ ครั้งที่กรุวัดชนะสงคราม, กรุวัดราชบูรณะทั้งอย่างไม่เป็นทางการ และเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2500 และครั้งสุดท้ายพบที่ กรุวัดปราสาท เมื่อปี พ.ศ. 2506 ทั้ง 3 กรุดังกล่าว พบพระปรุหนังพิมพ์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ชื่อเสียง 'พระปรุหนัง'ก็เริ่มโด่งดังขจรขจายไปทั่ววงการพระเครื่องในแง่ศิลปสมัย จนเป็นที่นิยมแสวงหา และมีประสบการณ์อิทธิปาฏิหาริย์ในที่สุด เนื้อพระ พระปรุหนังถ้าเป็นเนื้อชินปนตะกั่วหรือชินสังฆวานร ผิวสีดำอมเทา มีคราบไขขาวเกาะบาง ๆ เป็นหย่อม ๆ ตามซอกมุม เนื้อชนิดนี้มีความอ่อนตัวบิดงอได้เล็กน้อย แต่ไม่เปราะหักง่าย เพราะมีความเหนียวแฝงความอ่อนนุ่ม ส่วนเนื้อชินเงินสามารถแยกออกเป็นแบบผิวสนิมดำและผิวปรอท ผิวสนิมดำนั้นเนื้อจะผุกร่อน เป็นขุยเกล็ด และเนื้อระเบิดแตกปริปะทุ ออกมาหรือที่เรียกกันว่า สนิมตีนกา และสนิมเกล็ดกระดี่ นั่นเอง ยิ่งในองค์ที่อยู่ใต้พื้นกรุเนื้อพระจะยิ่งผุกร่อน และระเบิดจนชำรุดยากต่อการรักษาสภาพ ผิวปรอท นั้นก็เหมือนกับพระพิมพ์กรุราชบูรณะ ที่พบเห็นกันบ่อย ๆ นั่นเหละ มีคราบปรอทสีขาวฉาบผิวโดยทั่วไปแต่ก็จะมีผิวสนิมดำ เป็นผื่นตามมุมต่าง ๆ เนื้อผิวชนิดนี้ถึงแม้ว่าจะ 'แข็ง' แต่มักจะมี รอยร้าว คล้ายกับ 'ชำรุด' ที่ด้านหลัง พระปรุหนังที่สภาพสมบูรณ์และรับรางวัลชนะเลิศการประกวด มักจะเป็นเนื้อชินเงินผิวปรอท เพราะสามารถรักษาและคงไว้ซึ่งสภาพเดิมมากที่สุด พระปรุหนัง อยุธยา วงการพระเครื่องแยกออกเป็น กรุเก่า และกรุใหม่ ซึ่งค่าความนิยมไม่ว่ากรุเก่าหรือกรุใหม่ ไม่ได้ มีบทบาทต่อ 'ราคา' ค่านิยมแต่อย่างใดขอเพียง 'สวย' และ 'สมบูรณ์' กรุไหนไม่สำคัญ พระกรุเก่า หมายถึง พระที่พบในช่วงแรก ๆ เช่นกรุวัดพุทไธสวรรค์ , กรุวัดศรีสรรญเพชญ์ และกรุวัดมหาธาตุ ซึ่งจะสังเกตได้จากเนื้อพระจะเป็นเนื้อชินปนตะกั่วมีความเก่าคร่ำ และผ่านการใช้สมบุกสมบันมาอย่างโชกโชน เช่นมีรอยถักลวดเป็นต้น พระกรุใหม่ หมายถึง พระที่พบในช่วงหลัง ๆ เช่นกรุวัดชนะสงคราม, กรุวัดราชบูรณะ และกรุวัดปราสาท เนื้อพระส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อชินเงิน มีทั้งผิวสนิมดำ และผิวปรอท สภาพความสมบูรณ์ดีเยี่ยม พระปรุหนัง อยุธยา ไม่ว่ากรุใดก็ตาม มิใช่ว่าจะเป็นแบบ ' ฉลุโปร่งเน้นรายละเอียด' เท่านั้น ชนิดแบบตันทั้งองค์ หรือตันเป็นบางส่วน บางแห่งก็มี แต่เป็นจำนวนน้อย และมักจะเป็นของ กรุวัดปราสาท ความนิยม ด้วยพระปรุหนัง เป็นพระที่ฉลุโปร่ง เน้นรายละเอียดดังที่กล่าวมาแล้วทำให้พระเป็นจำนวนมาก 'ชำรุด' ซึ่งมีทั้งชำรุดมาแต่เดิมตอนสร้างก็มี! ชำรุดจากภายในกรุก็มาก! และชำรุดภายหลังจากแตกกรุโดยการห้อยบูชาก็เยอะ!! ที่ว่า ชำรุดมาแต่เดิมตอนสร้างนั้น หมายถึงรายละเอียดต่างๆ ตอนเทหล่อสร้างพระติดไม่เต็มพิมพ์ หรืออาจจะเป็นเพราะปริมาณเนื้อที่เทหล่อ ไม่มากพอ ทำให้พระไม่สมบูรณ์ยกตัวอย่างเช่น พระปรุหนังบางองค์พระเศียรขององค์พระโมคคัลลาน์หรือองค์พระสารีบุตรไม่มี เป็นต้น จึงถือว่าเป็นพระไม่สมบูรณ์ในความคิดของนักเลงพระทั้งหลาย และบางคนถึงกับมีคติไม่เช่าพระลักษณะดังกล่าวโดยเชื่อว่าไม่เป็นมงคล ส่วนที่ว่า ชำรุดภายในกรุ นั้นหมายถึง พระบางองค์บรรจุอยู่ใต้พื้นกรุ ซึ่งมีความชื้นแฉะ ทำให้บังเกิดสนิมกัดกินจนผุกร่อนยังผลให้รายละเอียดองค์พระชำรุดหายไป เช่นซุ้มเรือนแก้ว และลวดลายประดับต่าง ๆ ระเบิดหายไป สำหรับทีว่า ชำรุดภายหลังแตกกรุ หมายถึง การห้อยบูชาพระปรุหนังในสมัยก่อนนิยมถักลวดห้อยคอ หรือนำพระอัดตัดกับแผ่นไม้บางๆ แล้วพกพาติดตัวโดนกระทบกระแทกพระย่อมชำรุดไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตาม พระชำรุด จะด้วยสาเหตุอันใดดังกล่าว มีผลต่อการเช่าหาและค่านิยมของพระปรุหนังอย่างยิ่ง ถ้าเป็น พระที่สมบูรณ์ ราคาหนีไม่พ้นหลัก 'หมื่น' แน่นอน แต่ถ้า ชำรุดราคาก็จะลดหลั่นเหลือเพียงแค่หลัก 'พัน' เท่านั้น สำหรับพระปรุหนัง พิมพ์ที่นิยมและมีราคาแพงที่สุดก็คือ พิมพ์บัวเบ็ด รองลงมาก็พิมพ์บัวก้างปลา,พิมพ์บัวกลีบ ศิลปขนมต้ม และพิมพ์เดี่ยว ส่วน พิมพ์ลีลา นั้นหายากมากๆ ราคาเช่าหาไม่แน่นอน พระปรุหนังนอกจากจะเป็นพระพิมพ์ที่มีศิลปวิจิตรตระการตาแล้วยังเป็นพระที่มีประสบการณ์อิทธิปาฏิหาริย์มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านมหาอุด และคงกระพันชาตรี เป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมามิรู้ลืม ฉะนั้นท่านที่ชอบพระบู๊ หรือพระเหนียว ไม่ควรมองข้าม พระปรุหนังเป็นอันขาด 

Visitors: 1,191,799